คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2544 ฉบับเต็ม

#109375
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2544 นายอุดม บุตรพรม โจทก์ นางคิม จูวัฒนาประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 264, มาตรา 266 (4) ป.วิ.อ. มาตรา 1 (4) การที่จำเลยที่ 1 แก้ไขวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2531 เป็นวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 แล้วนำเช็คพิพาทที่แก้ไขวันที่สั่งจ่ายดังกล่าวไปอ้างเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริงที่โจทก์ทำขึ้นโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานปลอมเช็คตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) และโจทก์เป็นผู้เสียหายแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ , ๒๖๕ , ๒๖๖ , ๘๓ ,๙๐ , ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ ยกฟ้องความผิดฐานใช้เอกสารปลอม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ (๔) จำคุก ๑ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาประการที่สอง โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้ได้ความว่าจำเลยจะเป็นผู้ปลอมเช็คพิพาทแต่จำเลยยังมิได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา โจทก์จึงยังไม่เสียหาย นั้น เห็นว่า เช็คคือหนังสือตราสารที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินแก่ผู้ทรงตามจำนวนและวันที่ระบุในเช็ค โดยสัญญาว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดและผู้ทรงได้นำไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารจะใช้เงินให้ ถ้าธนาคารไม่ใช้เงินผู้สั่งจ่ายจะเป็นผู้ใช้เงินให้แก่ผู้ทรงเอง การนำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินผู้ทรงจะต้องกระทำเสียภายใน ๑ เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค หรือ ๓ เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินที่อื่น มิฉะนั้นผู้ทรงจะเสียสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น และถ้าผู้ทรงยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันออกเช็ค ธนาคารไม่จำต้องใช้เงินให้แก่ผู้ทรง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔ , ๙๘๗ , ๙๙๐ และ ๙๙๑ วันออกเช็คหรือวันที่สั่งจ่ายในเช็คจึงมีผลถึงความผูกพันของผู้สั่งจ่ายที่มีต่อผู้ทรง การที่จำเลยที่ ๑ แก้ไขวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ให้เป็นวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ แล้วนำเช็คพิพาทที่แก้ไขวันที่สั่งจ่ายแล้วดังกล่าวไปอ้างเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ การกระทำจำเลยจึงเป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริงที่โจทก์ทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้รับความเสียหายแล้ว ไม่ว่าจำเลยที่ ๑ จะได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วหรือไม่ก็ตาม โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด ๑๕ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. (จรัส พวงมณี-ประสพสุข บุญเดช-สมชาย พงษธา) ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายรัชชา สุทธิมา ศาลอุทธรณ์ - นายแก้ว เวศอุไร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109375
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นายรัชชา สุทธิมา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายแก้ว เวศอุไร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082059731"
    }
}
date
2544
deka_no
8627/2544
deka_running_no
8627
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "ประสพสุข บุญเดช",
    "สมชาย พงษธา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 264",
            "ม. 266 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอุดม บุตรพรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางคิม จูวัฒนาประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ , ๒๖๕ , ๒๖๖ , ๘๓ ,๙๐ , ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ ยกฟ้องความผิดฐานใช้เอกสารปลอม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๖ (๔) จำคุก ๑ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๒

โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาประการที่สอง โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้ได้ความว่าจำเลยจะเป็นผู้ปลอมเช็คพิพาทแต่จำเลยยังมิได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา โจทก์จึงยังไม่เสียหาย นั้น เห็นว่า เช็คคือหนังสือตราสารที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินแก่ผู้ทรงตามจำนวนและวันที่ระบุในเช็ค โดยสัญญาว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดและผู้ทรงได้นำไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารจะใช้เงินให้ ถ้าธนาคารไม่ใช้เงินผู้สั่งจ่ายจะเป็นผู้ใช้เงินให้แก่ผู้ทรงเอง การนำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินผู้ทรงจะต้องกระทำเสียภายใน ๑ เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค หรือ ๓ เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินที่อื่น มิฉะนั้นผู้ทรงจะเสียสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น และถ้าผู้ทรงยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันออกเช็ค ธนาคารไม่จำต้องใช้เงินให้แก่ผู้ทรง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔ , ๙๘๗ , ๙๙๐ และ ๙๙๑ วันออกเช็คหรือวันที่สั่งจ่ายในเช็คจึงมีผลถึงความผูกพันของผู้สั่งจ่ายที่มีต่อผู้ทรง การที่จำเลยที่ ๑ แก้ไขวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ให้เป็นวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ แล้วนำเช็คพิพาทที่แก้ไขวันที่สั่งจ่ายแล้วดังกล่าวไปอ้างเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ การกระทำจำเลยจึงเป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริงที่โจทก์ทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้รับความเสียหายแล้ว ไม่ว่าจำเลยที่ ๑ จะได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วหรือไม่ก็ตาม โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้มีกำหนด ๒ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด ๑๕ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001070.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544