คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5712/2545 ฉบับเต็ม

#109380
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5712/2545 นายกริสน์ รัศมิทัต โจทก์ บริษัทไทยเกรนเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1719, มาตรา 1750 ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์และ ส. ตกลงแบ่งมรดกเจ้ามรดกทั้งที่มีพินัยกรรมและไม่มีพินัยกรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1.3 ว่า โจทก์ยอมสละที่ดินตามฟ้องทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง เมื่อโจทก์และ ส. ลงลายมือชื่อไว้จึงต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ถือได้ว่าที่ดินตามฟ้องทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้แบ่งปันไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้จัดการมรดกที่จะใช้สิทธิขอแบ่งหรือมีอำนาจจัดการอีกต่อไป ดังนั้นหากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ประการใดก็เป็นเรื่องเจ้าของที่ดินจะไปว่ากล่าวแก่จำเลยต่างหากหาเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ___________________________ โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดก ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกจากจำเลย คดีนี้ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยมีพินัยกรรมข้อหนึ่งระบุว่า ยกที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้าง (โกดัง) ให้แก่ นายวิสิทธิ์ นายธนะสิทธ์ และนางสาวปิยะบุตร โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ดินแปลงใด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโกดังดังกล่าว ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ ตำบลสวนหลวง (ที่ ๘ พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพียงแปลงเดียวก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเจตนาของเจ้ามรดกที่ปรากฏในพินัยกรรมแล้ว เห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ ๑ ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม ๑๖ โฉนด ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม ๙ ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตกได้แก่โจทก์ นายชเนศร์กับนายชยายุส ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ คนละ ๑ ส่วนเท่า ๆ กัน ข้อ ๔ ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม ๒ โฉนด ตั้งอยู่ที่แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตกได้แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่า ในการยกที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมนั้นหากบริเวณที่จะยกให้มีหลายแปลง เจ้ามรดกก็จะยกให้แก่ผู้รับพินัยกรรมทั้งหมด มิใช่ยกให้เฉพาะบางแปลง อีกทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ นั้น เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวโดยเจ้ามรดกให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด เช่าบางส่วน ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกที่ดินออกไปอีก ๒ แปลงเป็นโฉนดเลยที่ ๒๘๙๓, ๑๘๔๘๕๒ และ ๑๘๔๘๕๓ จากเหตุผลข้างต้นย่อมเห็นได้ว่า เจ้ามรดกเจตนายกที่ดินทั้ง ๓ แปลงให้แก่ทายาททั้งสาม ดังนั้น ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงตกแก่ทายาททั้งสามแล้วนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายค่าเช่าที่ดินและผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากที่ดินที่ให้เช่าเป็นดอกผลนิตินัย ย่อมตกได้แก่บุคคลทั้งสามด้วย มิใช่ทรัพย์มรดกที่โจทก์จะนำมาแบ่งปันแก่ทายาทอื่น ๆ ได้ ประกอบกับในคดีก่อนโจทก์และนายสุขุมได้ตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑.๓ ว่า โจทก์ยอมสละที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓, ๖๘๙๐๓, ๑๘๔๘๕๒ และที่ ๑๘๔๘๕๓ ตำบลสวนหลวง (ที่ ๘ พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ แก่นายสุขุม กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๐ วรรคสอง เมื่อโจทก์และนายสุขุมลงลายมือชื่อไว้จึงต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และเมื่อได้ความดังนี้ย่อมถือได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลง ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์ฟ้องได้แบ่งปันไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก ดังนั้นโจทก์ไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือผู้จัดการมรดกหาอาจที่จะใช้สิทธิขอแบ่งหรือมีอำนาจจัดการอีกต่อไป หากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ประการใด ก็เป็นเรื่องของเจ้าของที่ดิน จะไปว่ากล่าวแก่จำเลยเองต่างหาก หากเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ อันโจทก์จะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ (วิบูลย์ มีอาสา-ศุภชัย ภู่งาม-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย ศาลอุทธรณ์ - นายสุริยะ เดชด่าน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109380
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุริยะ เดชด่าน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049836"
    }
}
date
2545
deka_no
5712/2545
deka_running_no
5712
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ศุภชัย ภู่งาม",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1719",
            "ม. 1750"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายกริสน์ รัศมิทัต"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไทยเกรนเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดก ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกจากจำเลย

คดีนี้ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยมีพินัยกรรมข้อหนึ่งระบุว่า ยกที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้าง (โกดัง) ให้แก่ นายวิสิทธิ์ นายธนะสิทธ์ และนางสาวปิยะบุตร โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ดินแปลงใด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโกดังดังกล่าว ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ ตำบลสวนหลวง (ที่ ๘ พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพียงแปลงเดียวก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเจตนาของเจ้ามรดกที่ปรากฏในพินัยกรรมแล้ว เห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ ๑ ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม ๑๖ โฉนด ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม ๙ ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตกได้แก่โจทก์ นายชเนศร์กับนายชยายุส ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ คนละ ๑ ส่วนเท่า ๆ กัน ข้อ ๔ ให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินรวม ๒ โฉนด ตั้งอยู่ที่แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างตกได้แก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่า ในการยกที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมนั้นหากบริเวณที่จะยกให้มีหลายแปลง เจ้ามรดกก็จะยกให้แก่ผู้รับพินัยกรรมทั้งหมด มิใช่ยกให้เฉพาะบางแปลง อีกทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ นั้น เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวโดยเจ้ามรดกให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด เช่าบางส่วน ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกที่ดินออกไปอีก ๒ แปลงเป็นโฉนดเลยที่ ๒๘๙๓, ๑๘๔๘๕๒ และ ๑๘๔๘๕๓ จากเหตุผลข้างต้นย่อมเห็นได้ว่า เจ้ามรดกเจตนายกที่ดินทั้ง ๓ แปลงให้แก่ทายาททั้งสาม ดังนั้น ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวจึงตกแก่ทายาททั้งสามแล้วนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายค่าเช่าที่ดินและผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากที่ดินที่ให้เช่าเป็นดอกผลนิตินัย ย่อมตกได้แก่บุคคลทั้งสามด้วย มิใช่ทรัพย์มรดกที่โจทก์จะนำมาแบ่งปันแก่ทายาทอื่น ๆ ได้

ประกอบกับในคดีก่อนโจทก์และนายสุขุมได้ตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑.๓ ว่า โจทก์ยอมสละที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓, ๖๘๙๐๓, ๑๘๔๘๕๒ และที่ ๑๘๔๘๕๓ ตำบลสวนหลวง (ที่ ๘ พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๓ แก่นายสุขุม กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๐ วรรคสอง เมื่อโจทก์และนายสุขุมลงลายมือชื่อไว้จึงต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และเมื่อได้ความดังนี้ย่อมถือได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลง ดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่โจทก์ฟ้องได้แบ่งปันไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก ดังนั้นโจทก์ไม่ว่าในฐานะส่วนตัวหรือผู้จัดการมรดกหาอาจที่จะใช้สิทธิขอแบ่งหรือมีอำนาจจัดการอีกต่อไป หากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ประการใด ก็เป็นเรื่องของเจ้าของที่ดิน จะไปว่ากล่าวแก่จำเลยเองต่างหาก หากเกี่ยวข้องกับโจทก์ไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ อันโจทก์จะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000983.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545