คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8277/2544 ฉบับเต็ม

#109390
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8277/2544 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ บริษัทน้ำหนาว คอนติเนนตัล จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 มาตรา 5, มาตรา 7 (3) พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 (1), มาตรา 108 ทวิ เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตหวงห้ามสำหรับใช้ในราชการทหารพร้อมด้วยแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ประชาชนทราบแล้ว ทั้งต่อมากรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุด้วย ดังนั้น ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนได้ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปยึดถือครอบครอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีเจตนาเข้าไปยึดถือครอบครองในที่ดินพิพาทอันเป็นที่ห้วงห้ามได้ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๓ , ๔ , ๕ , ๗ พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ , ๑๐๘ , ๑๐๘ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ และสั่งให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต ๒ รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์แสดงให้เห็นชัดว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินหวงห้ามของกองทัพเรือ จึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๒๘ ถึงผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบขออนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมต่อเรือ ซ่อมเรือและตัดเรือในพื้นที่ตำบลแสมสาร เมื่อผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบไม่อนุญาตแล้ว จำเลยทั้งสองยังเข้าไปดำเนินการปรับไถที่ดินพิพาทบริเวณเชิงเขาเนิน ๕๒ ด้านทิศใต้ของเขาล้านและบริเวณใกล้เคียงด้านเหนือของเนิน ๕๒ ก่อสร้างแท่นคอนกรีตสำหรับประดิษฐานพระรูปกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์บนยอดเนิน ๕๒ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิดทางอาญาไม่ได้ เห็นว่า เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตหวงห้ามสำหรับใช้ในราชการทหารพร้อมด้วยแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ให้ประชาชนทราบแล้ว ทั้งต่อมากรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุด้วย ดังนี้ ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนได้ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปยึดถือครอบครอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ที่ดินพิพาทจะมีแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะซื้อที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ พันเอกวัชระ มัยลาภ และนายสุชาติ โภคศิริ จะได้มีหนังสือสอบถามไปยังที่ว่าการอำเภอสัตหีบ ซึ่งนายอำเภอสัตหีบมีหนังสือแจ้งว่าสามารถโอนสิทธิได้ นอกจากนี้หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้ว จำเลยทั้งสองได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาก็ตาม แต่แบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ หนังสือของนายอำเภอสัตหีบ และการเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็มิใช่การอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงอ้างไม่ได้ว่าผู้เข้ายึดถือครอบครองในที่ดินพิพาทไม่มีเจตนาเข้าไปในที่ดินพิพาทอันเป็นที่หวงห้ามได้ จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากพลอากาศโทอุสาห์ ชัยนาม เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่หวงห้าม จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๕ , ๗ (๓) ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง. (ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พินิจ เพชรรุ่ง-โนรี จันทร์ทร) ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายกรองเกียรติ คมสัน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109390
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายกรองเกียรติ คมสัน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060180"
    }
}
date
2544
deka_no
8277/2544
deka_running_no
8277
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 7 (3)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "sections": [
            "ม. 9 (1)",
            "ม. 108 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทน้ำหนาว คอนติเนนตัล จำกัด ที่ 1 กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๓ , ๔ , ๕ , ๗ พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ , ๑๐๘ , ๑๐๘ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ และสั่งให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต ๒ รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์แสดงให้เห็นชัดว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินหวงห้ามของกองทัพเรือ จึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๒๘ ถึงผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบขออนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมต่อเรือ ซ่อมเรือและตัดเรือในพื้นที่ตำบลแสมสาร เมื่อผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบไม่อนุญาตแล้ว จำเลยทั้งสองยังเข้าไปดำเนินการปรับไถที่ดินพิพาทบริเวณเชิงเขาเนิน ๕๒ ด้านทิศใต้ของเขาล้านและบริเวณใกล้เคียงด้านเหนือของเนิน ๕๒ ก่อสร้างแท่นคอนกรีตสำหรับประดิษฐานพระรูปกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์บนยอดเนิน ๕๒ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิดทางอาญาไม่ได้ เห็นว่า เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตหวงห้ามสำหรับใช้ในราชการทหารพร้อมด้วยแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ให้ประชาชนทราบแล้ว ทั้งต่อมากรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุด้วย ดังนี้ ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนได้ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปยึดถือครอบครอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ที่ดินพิพาทจะมีแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะซื้อที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ พันเอกวัชระ มัยลาภ และนายสุชาติ โภคศิริ จะได้มีหนังสือสอบถามไปยังที่ว่าการอำเภอสัตหีบ ซึ่งนายอำเภอสัตหีบมีหนังสือแจ้งว่าสามารถโอนสิทธิได้ นอกจากนี้หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้ว จำเลยทั้งสองได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาก็ตาม แต่แบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ หนังสือของนายอำเภอสัตหีบ และการเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็มิใช่การอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงอ้างไม่ได้ว่าผู้เข้ายึดถือครอบครองในที่ดินพิพาทไม่มีเจตนาเข้าไปในที่ดินพิพาทอันเป็นที่หวงห้ามได้ จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากพลอากาศโทอุสาห์ ชัยนาม เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่หวงห้าม จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๕ , ๗ (๓) ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001074.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544