คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9408/2544 ฉบับเต็ม

#109391
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9408/2544 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นางน้อย คิดรักเมือง โจทก์ร่วม นายสมภพ ดาราเพ็ญ จำเลย ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม แม้ตอนแรกผู้เสียหายที่ 1 จะออกจากบ้านเองเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาด่าก็ตาม แต่การที่ผู้เสียหายที่ 1 บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวซึ่งจำเลยรับอาสาจะไปส่งแต่กลับพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่กระท่อมนาซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องการจะไป และจำเลยได้อยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ที่กระท่อมนาเป็นเวลา 3 คืน 2 วัน รวมทั้งได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ดังนี้ ต้องถือว่าจำเลยได้พรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากโจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิง ส. อายุ ๑๔ ปีเศษ ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากนางน้อย คิดรักเมือง ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร และได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ จนสำเร็จความใคร่รวม ๒ ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ ๑ ยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลอูบมุง และตำบลโนนหวาย อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม , ๒๗๗ วรรคหนึ่ง , ๙๑ จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม แต่ให้การปฏิเสธข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ระหว่างพิจารณา นางน้อย คิดรักเมือง ผู้เสียหายที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง , ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ เหลือจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี รวมสองกระทง จำคุก ๕ ปี ๔ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ ๑ ถูกโจทก์ร่วมด่าอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ โกรธและหนีออกจากบ้านมาเอง เมื่อมาพบจำเลยพูดคุยกันแล้วผู้เสียหายที่ ๑ จึงไปร่วมเลี้ยงสังสรรค์กับจำเลยและพวก อันเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ ๑ พรากตัวเองหนีโจทก์ร่วมออกมาจากบ้าน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น ผู้เสียหายที่ ๑ เบิกความว่า เมื่อพบกับจำเลยได้พูดคุยกันแล้ว ผู้เสียหายที่ ๑ บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวที่หมู่บ้านนันทวรรณที่จังหวัดอุดรธานี จำเลยบอกว่าจะไปส่ง ผู้เสียหายที่ ๑ จึงได้ยอมไปกับจำเลย จากนั้นจำเลยได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่กระท่อมนาเขตบ้านดงบัว และผู้เสียหายที่ ๑ ได้อยู่กับจำเลยที่กระท่อมนาดังกล่าว ๒ วัน ในระหว่างที่อยู่ด้วยกันได้ร่วมประเวณีกัน ๒ ครั้ง เห็นว่า แม้ตอนแรกผู้เสียหายที่ ๑ จะออกจากบ้านเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมด่าก็ตาม แต่การที่ผู้เสียหายที่ ๑ บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวซึ่งจำเลยรับอาสาไปส่งแต่กลับพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่กระท่อมนาซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ต้องการจะไป และจำเลยได้อยู่กับผู้เสียหายที่ ๑ ที่กระท่อมนาตั้งแต่คืนวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ จนถึงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ รวมทั้งได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ ๑ เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยได้พรากผู้เสียหายที่ ๑ ไปจากโจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้น ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ออกจากบ้านเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมด่า เมื่อพบจำเลยและจำเลยพาไปที่กระท่อมนา ผู้เสียหายที่ ๑ ก็ยินยอมไปโดยดี ทั้งยังอยู่ที่นั้นเป็นเวลา ๓ คืน ๒ วัน และยอมร่วมประเวณีกับจำเลย แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ ๑ ก็มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำผิดในคดีนี้ด้วย เกิดเหตุแล้วจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ร่วมก็เบิกความว่าไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ซึ่งตามฎีกาของจำเลยระบุว่าปัจจุบันจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ได้อยู่กินฉันสามีภรรยา แต่ยังจดทะเบียนสมรสไม่ได้ เพราะไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมและบิดาของผู้เสียหายที่ ๑ มาให้ความยินยอมได้ เนื่องจากไม่มีอาชีพที่แน่นอน ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาแล้วไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา จึงฟังได้ว่าเป็นความจริง จากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเพื่อจะได้ประพฤติเป็นพลเมืองดีของสังคมสักครั้งหนึ่ง แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยเพิ่มขึ้นอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน ๒๐ ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ กำหนดโทษตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก จำคุก ๒ ปี ปรับ ๘,๐๐๐ บาท ตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท ความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงกำหนดโทษจำคุก ๑ ปี ปรับ ๔,๐๐๐ บาท ความผิดตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ลดโทษให้หนึ่งในสามคงกำหนดโทษจำคุก ๑ ปี ๘ เดือน ปรับ ๘,๐๐๐ บาท รวมกำหนดโทษจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กระทงละ ๔ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด ๓ ปี นับตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๔ เดือน ต่อหนึ่งครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนดเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔. (ชูชาติ ศรีแสง-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-สบโชค สุขารมณ์) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นางสาวอุไรรัตน์ น้อยพยัคฆ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิบูลย์ นนทสูติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109391
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นางสาวอุไรรัตน์ น้อยพยัคฆ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิบูลย์ นนทสูติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082058879"
    }
}
date
2544
deka_no
9408/2544
deka_running_no
9408
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 317 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางน้อย คิดรักเมือง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมภพ ดาราเพ็ญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากเด็กหญิง ส. อายุ ๑๔ ปีเศษ ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากนางน้อย คิดรักเมือง ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร และได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ ๑ จนสำเร็จความใคร่รวม ๒ ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ ๑ ยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลอูบมุง และตำบลโนนหวาย อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม , ๒๗๗ วรรคหนึ่ง , ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม แต่ให้การปฏิเสธข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร

ระหว่างพิจารณา นางน้อย คิดรักเมือง ผู้เสียหายที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง , ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ เหลือจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี รวมสองกระทง จำคุก ๕ ปี ๔ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ ๑ ถูกโจทก์ร่วมด่าอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๑ โกรธและหนีออกจากบ้านมาเอง เมื่อมาพบจำเลยพูดคุยกันแล้วผู้เสียหายที่ ๑ จึงไปร่วมเลี้ยงสังสรรค์กับจำเลยและพวก อันเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่ ๑ พรากตัวเองหนีโจทก์ร่วมออกมาจากบ้าน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น ผู้เสียหายที่ ๑ เบิกความว่า เมื่อพบกับจำเลยได้พูดคุยกันแล้ว ผู้เสียหายที่ ๑ บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวที่หมู่บ้านนันทวรรณที่จังหวัดอุดรธานี จำเลยบอกว่าจะไปส่ง ผู้เสียหายที่ ๑ จึงได้ยอมไปกับจำเลย จากนั้นจำเลยได้พาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่กระท่อมนาเขตบ้านดงบัว และผู้เสียหายที่ ๑ ได้อยู่กับจำเลยที่กระท่อมนาดังกล่าว ๒ วัน ในระหว่างที่อยู่ด้วยกันได้ร่วมประเวณีกัน ๒ ครั้ง เห็นว่า แม้ตอนแรกผู้เสียหายที่ ๑ จะออกจากบ้านเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมด่าก็ตาม แต่การที่ผู้เสียหายที่ ๑ บอกจำเลยว่าจะไปหาพี่สาวซึ่งจำเลยรับอาสาไปส่งแต่กลับพาผู้เสียหายที่ ๑ ไปที่กระท่อมนาซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ต้องการจะไป และจำเลยได้อยู่กับผู้เสียหายที่ ๑ ที่กระท่อมนาตั้งแต่คืนวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ จนถึงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ รวมทั้งได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ ๑ เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยได้พรากผู้เสียหายที่ ๑ ไปจากโจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้น ที่ผู้เสียหายที่ ๑ ออกจากบ้านเพราะโกรธที่ถูกโจทก์ร่วมด่า เมื่อพบจำเลยและจำเลยพาไปที่กระท่อมนา ผู้เสียหายที่ ๑ ก็ยินยอมไปโดยดี ทั้งยังอยู่ที่นั้นเป็นเวลา ๓ คืน ๒ วัน และยอมร่วมประเวณีกับจำเลย แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ ๑ ก็มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำผิดในคดีนี้ด้วย เกิดเหตุแล้วจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ร่วมก็เบิกความว่าไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ซึ่งตามฎีกาของจำเลยระบุว่าปัจจุบันจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ได้อยู่กินฉันสามีภรรยา แต่ยังจดทะเบียนสมรสไม่ได้ เพราะไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมและบิดาของผู้เสียหายที่ ๑ มาให้ความยินยอมได้ เนื่องจากไม่มีอาชีพที่แน่นอน ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาแล้วไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกา จึงฟังได้ว่าเป็นความจริง จากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาแล้วเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเพื่อจะได้ประพฤติเป็นพลเมืองดีของสังคมสักครั้งหนึ่ง แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยเพิ่มขึ้นอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน ๒๐ ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ กำหนดโทษตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก จำคุก ๒ ปี ปรับ ๘,๐๐๐ บาท ตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท ความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงกำหนดโทษจำคุก ๑ ปี ปรับ ๔,๐๐๐ บาท ความผิดตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ลดโทษให้หนึ่งในสามคงกำหนดโทษจำคุก ๑ ปี ๘ เดือน ปรับ ๘,๐๐๐ บาท รวมกำหนดโทษจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กระทงละ ๔ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด ๓ ปี นับตั้งแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๔ เดือน ต่อหนึ่งครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนดเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001062.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544