คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545 ฉบับเต็ม

#109398
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545 นายอ๊าต โพธิโชติ กับพวก โจทก์ นางคำมุข ศิริบรรพจน์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดิน การที่จำเลยกับ ล. ทำหนังสือสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่ ล. พิพาทกับ ท. ให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุด กับให้เงินสดอีก 100,000 บาท เพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ และเงินสดอีก 100,000 บาท จาก ล. เป็นการตอบแทน เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาดังกล่าวย่อมเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 113 เดิม (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่) (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 10/2545) ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านป่า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของที่ดิน ตามฟ้อง ต่อมาปี ๒๕๐๐ จำเลยและนายชลอ พัตรปาล พิพาทแก่จำเลย แต่โจทก์ทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสี่ทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกโอน ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องว่า บิดามารดาโจกท์ทั้งสี่ไม่เคยตกลงมอบที่ดินและทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยก ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อตอบแทนจำเลยในการเบิกความเป็นพยาน บิดามารดาโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทมายังไม่ครบ ๑ ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐ บาท แก่ โจทก์ทั้งสี่ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าข้อตกลงตามหนังสือสัญญา เป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่นางไลมารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนที่ดิน ดังนี้ การที่จำเลยกับนางไลทำหนังสือสัญญากัน ระบุว่านางไลจะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่นางไลพิพาทกับ นางเทพีให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ ไร่ และเงินสดอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท จากนางไลเป็นการตอบแทน เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๓ เดิม (มาตรา ๑๕๐ ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สบโชค สุขารมณ์ - สมชาย พงษธา - ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช) () ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายนพดล คชรินทร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายชวลิต ชัยโชดก แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109398
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นายนพดล คชรินทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายชวลิต ชัยโชดก"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049176"
    }
}
date
2545
deka_no
6294/2545
deka_running_no
6294
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอ๊าต โพธิโชติ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางคำมุข ศิริบรรพจน์"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านป่า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดิน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมคุณหญิงห่วง ทรงสุรเดช เป็นเจ้าของที่ดิน ตามฟ้อง ต่อมาปี ๒๕๐๐ จำเลยและนายชลอ พัตรปาล พิพาทแก่จำเลย แต่โจทก์ทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ห้ามโจทก์ทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้โจทก์ทั้งสี่ทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกโอน ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องว่า บิดามารดาโจกท์ทั้งสี่ไม่เคยตกลงมอบที่ดินและทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยก ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเพื่อตอบแทนจำเลยในการเบิกความเป็นพยาน บิดามารดาโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทมายังไม่ครบ ๑ ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๘๕ ตำบลบ้านเป้า อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐ บาท แก่ โจทก์ทั้งสี่ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าข้อตกลงตามหนังสือสัญญา เป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่นางไลมารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้นางเทพีจดทะเบียนโอนที่ดิน ดังนี้ การที่จำเลยกับนางไลทำหนังสือสัญญากัน ระบุว่านางไลจะจดทะเบียนแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในคดีที่นางไลพิพาทกับ นางเทพีให้แก่จำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดกับให้เงินสดอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยเพื่อตอบแทนที่จำเลยไปเบิกความเป็นพยานให้นั้น แสดงว่าจำเลยยอมไปเบิกความเป็นพยานก็โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒ ไร่ และเงินสดอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท จากนางไลเป็นการตอบแทน เช่นนี้จึงเป็นการที่จำเลยแสวงหาประโยชน์จากการเป็นความของบุคคลอื่น ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๓ เดิม (มาตรา ๑๕๐ ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(สบโชค สุขารมณ์ - สมชาย พงษธา - ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช)
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000977.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545