คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2545 ฉบับเต็ม

#109399
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6443/2545 พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายสุเทพหรือหลัก โสภี ที่ 1 กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 84, มาตรา 86, มาตรา 303, มาตรา 302 ป.วิ.อ. มาตรา 192 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้หญิงคนหนึ่งไม่ทราบชื่อทำให้นางสาว ป. ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 83 , 84 , 303 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านและถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเรา หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่สถานีอนามัยจึงทราบว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ ต่อมาจำเลยทั้งสามมาหาผู้เสียหายที่บ้านโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถ จำเลยที่ 2 เป็นมารดาจำเลยที่ 1 แล้วพาผู้เสียหายไปหาผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อทำแท้ง ระหว่างทางจำเลยที่ 3 ลงจากรถไปก่อน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายเข้าไปทำแท้งในบ้านหลังหนึ่งโดยผู้เสียหายยินยอมให้ทำแท้งลูก ระหว่างการทำแท้งจำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามมาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เพราะการทำให้แท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษหนักเบาต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๘๔ , ๓๐๓ กับขอให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๑๕๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ , ๘๓ ลงโทษจำคุกคนละ ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอมตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๑๙ นาฬิกา ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ ๑ ข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ พูดขู่ว่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นจะถูกฆ่า ประมาณวันที่ ๑๗ ถึง ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ รอบประจำเดือนของผู้เสียหายไม่มาตามปกติ ผู้เสียหายเข้าใจว่าตั้งครรภ์จึงไปเล่าให้นางปราณี บุตรแขก ญาติผู้เสียหายฟัง เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ นางปราณีได้พาผู้เสียหายไปตรวจที่สถานีอนามัยบ้านช่องพลี เจ้าหน้าที่อนามัยยืนยันว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ จากนั้นนางปราณีได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าจะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย โดยทำให้ถูกต้องตามประเพณีของศาสนาอิสลาม แต่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม ครั้นวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๖ นาฬิกา จำเลยทั้งสามมาหาผู้เสียหายที่บ้าน โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ บอกว่าจะมารับไปทำพิธีแต่งงานตามประเพณีของศาสนาอิสลาม ผู้เสียหายเชื่อจึงขึ้นรถกระบะไปกับจำเลยทั้งสาม โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ ๓ บอกให้ผู้เสียหายไปทำแท้งลูกก่อนเพราะจำเลยที่ ๑ ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ หลังจากจำเลยที่ ๓ ลงจากรถที่ตลาดเหนือคลองแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้พาผู้เสียหายไปบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งผู้เสียหายเข้าใจว่าอยู่ที่จังหวัดตรัง ที่บ้านหลังดังกล่าวมีหญิงคนหนึ่งอายุ ๔๐ ปีเศษ เป็นคนทำแท้งโดยใช้ตะขอใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายแล้วเขย่า ๆ โดยมีหญิงวัยรุ่น ๒ คน ช่วยกันจับขาของผู้เสียหายไว้ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที ระหว่างนั้นมีจำเลยที่ ๑ นั่งขวางประตูบ้านไว้ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความเพียงปากเดียว แต่ก็เบิกความสมเหตุผล มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาประกอบรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งระบุว่าผู้เสียหายมีแผลถลอกใหม่ที่บริเวณช่องคลอดทางด้านล่างปากมดลูกเปิด แสดงว่าผู้เสียหายผ่านการทำแท้ง เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยแพทย์ประจำโรงพยาบาลกระบี่ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว เชื่อว่าในวันเกิดเหตุหญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก ๒ คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูก ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำสืบอ้างว่าเพียงแต่ร่วมกันพาผู้เสียหายซึ่งมีอาการปวดท้องไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง ตรวจร่างกายนั้นขัดต่อเหตุผล เนื่องจากจำเลยที่ ๑ อ้างว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จะไปทำงานขับรถไถรับจ้างตามปกติ แต่กลับพาจำเลยที่ ๒ ไปรับผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย เป็นพิรุธ พยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ ซึ่งแม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย เพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษหนักเบาต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (จรูญวิทย์ ทองสอน-ประสพสุข บุญเดช-จรัส พวงมณี) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายสุกิจ เกศณรายณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109399
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายสุกิจ เกศณรายณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049051"
    }
}
date
2545
deka_no
6443/2545
deka_running_no
6443
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "จรูญวิทย์ ทองสอน",
    "ประสพสุข บุญเดช",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 86",
            "ม. 303",
            "ม. 302"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุเทพหรือหลัก โสภี ที่ 1 กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๘๔ , ๓๐๓ กับขอให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๑๕๗/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ , ๘๓ ลงโทษจำคุกคนละ ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอมตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๑๙ นาฬิกา ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ ๑ ข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ พูดขู่ว่าหากเอาเรื่องไปบอกคนอื่นจะถูกฆ่า ประมาณวันที่ ๑๗ ถึง ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ รอบประจำเดือนของผู้เสียหายไม่มาตามปกติ ผู้เสียหายเข้าใจว่าตั้งครรภ์จึงไปเล่าให้นางปราณี บุตรแขก ญาติผู้เสียหายฟัง เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ นางปราณีได้พาผู้เสียหายไปตรวจที่สถานีอนามัยบ้านช่องพลี เจ้าหน้าที่อนามัยยืนยันว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ จากนั้นนางปราณีได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าจะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย โดยทำให้ถูกต้องตามประเพณีของศาสนาอิสลาม แต่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม ครั้นวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๖ นาฬิกา จำเลยทั้งสามมาหาผู้เสียหายที่บ้าน โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ บอกว่าจะมารับไปทำพิธีแต่งงานตามประเพณีของศาสนาอิสลาม ผู้เสียหายเชื่อจึงขึ้นรถกระบะไปกับจำเลยทั้งสาม โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ ๓ บอกให้ผู้เสียหายไปทำแท้งลูกก่อนเพราะจำเลยที่ ๑ ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ หลังจากจำเลยที่ ๓ ลงจากรถที่ตลาดเหนือคลองแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้พาผู้เสียหายไปบ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งผู้เสียหายเข้าใจว่าอยู่ที่จังหวัดตรัง ที่บ้านหลังดังกล่าวมีหญิงคนหนึ่งอายุ ๔๐ ปีเศษ เป็นคนทำแท้งโดยใช้ตะขอใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายแล้วเขย่า ๆ โดยมีหญิงวัยรุ่น ๒ คน ช่วยกันจับขาของผู้เสียหายไว้ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที ระหว่างนั้นมีจำเลยที่ ๑ นั่งขวางประตูบ้านไว้ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความเพียงปากเดียว แต่ก็เบิกความสมเหตุผล มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาประกอบรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งระบุว่าผู้เสียหายมีแผลถลอกใหม่ที่บริเวณช่องคลอดทางด้านล่างปากมดลูกเปิด แสดงว่าผู้เสียหายผ่านการทำแท้ง เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยแพทย์ประจำโรงพยาบาลกระบี่ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว เชื่อว่าในวันเกิดเหตุหญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก ๒ คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูก ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำสืบอ้างว่าเพียงแต่ร่วมกันพาผู้เสียหายซึ่งมีอาการปวดท้องไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลห้วยยอด จังหวัดตรัง ตรวจร่างกายนั้นขัดต่อเหตุผล เนื่องจากจำเลยที่ ๑ อ้างว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ ๑ จะไปทำงานขับรถไถรับจ้างตามปกติ แต่กลับพาจำเลยที่ ๒ ไปรับผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย เป็นพิรุธ พยานจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ ซึ่งแม้โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ดังที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย เพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติเป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษหนักเบาต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000976.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545