คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6563/2545 ฉบับเต็ม

#109401
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6563/2545 บริษัทไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทปากระวะเกษตรกรรม จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 171 ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกัน หรืออาจแปลความหมายได้เป็นหลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร แต่ถ้าข้อความในสัญญาชัดเจนแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความแสดงเจตนา ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานบุคคลประกอบ เพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๔๖๕,๒๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์เฉพาะรายการสินค้าที่นางสาวเสาวลักษณ์ กว้างคณานุรักษ์ ลงลายมือชื่อรับมอบสินค้าเป็นเงินไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๑๗๗,๑๒๒ บาท หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๗๙๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการคนหนึ่ง ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอีก ๑ คน ประทับตราบริษัททำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์โดยโจทก์ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากนั้นระหว่างวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ได้สั่งซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์ ๑๘ ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท แต่ยังไม่ได้ชำระราคาแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๒ ได้นำ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๗๙๗ จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจำนองพร้อม ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ ซึ่งเป็นสัญญาจำนองระหว่างโจทก์ผู้รับจำนองกับจำเลยที่ ๒ ผู้จำนอง มีข้อความในสัญญาจำนองดังกล่าวแต่เพียงว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้การซื้อขายอาหารกุ้งที่นางเพ็ญศรี พิทักษธรรม มีต่อผู้รับจำนองทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้าเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ข้อความในสัญญาดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ ๒ จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ก็ตาม แต่ก็มีฐานะแยกเป็นบุคคลหนึ่งต่างหากจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ไม่เคยมีหนังสือถึงกัน การตีความสำคัญจำนองต้องตีตามเจตนาของคู่สัญญาว่าจำนองดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกัน หรืออาจแปลความหมายได้หลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าถ้วยคำสำนวนหรือตัวอักษรแต่ถ้า ข้อความในสัญญาชัดเจนแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาซึ่งตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๒ ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ มาบังคับให้ต้อง สืบพยานบุคคลประกอบ เพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๕๐๐ บาท แทนจำเลยที่ ๒ (องอาจ โรจนสุพจน์-ประชา ประสงค์จรรยา-ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ) ศาลจังหวัดสงขลา - นายปัญจพล เสน่ห์สังคม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109401
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายปัญจพล เสน่ห์สังคม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048934"
    }
}
date
2545
deka_no
6563/2545
deka_running_no
6563
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 171"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 94 (ข)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทปากระวะเกษตรกรรม จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๔๖๕,๒๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์เฉพาะรายการสินค้าที่นางสาวเสาวลักษณ์ กว้างคณานุรักษ์ ลงลายมือชื่อรับมอบสินค้าเป็นเงินไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๑๗๗,๑๒๒ บาท หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๗๙๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการคนหนึ่ง ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอีก ๑ คน ประทับตราบริษัททำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์โดยโจทก์ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากนั้นระหว่างวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ได้สั่งซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์ ๑๘ ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๘๘,๑๖๑.๘๔ บาท แต่ยังไม่ได้ชำระราคาแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๒ ได้นำ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๗๙๗ จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจำนองพร้อม ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ ซึ่งเป็นสัญญาจำนองระหว่างโจทก์ผู้รับจำนองกับจำเลยที่ ๒ ผู้จำนอง มีข้อความในสัญญาจำนองดังกล่าวแต่เพียงว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้การซื้อขายอาหารกุ้งที่นางเพ็ญศรี พิทักษธรรม มีต่อผู้รับจำนองทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้าเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ข้อความในสัญญาดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ ๒ จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ก็ตาม แต่ก็มีฐานะแยกเป็นบุคคลหนึ่งต่างหากจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ไม่เคยมีหนังสือถึงกัน การตีความสำคัญจำนองต้องตีตามเจตนาของคู่สัญญาว่าจำนองดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกัน หรืออาจแปลความหมายได้หลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าถ้วยคำสำนวนหรือตัวอักษรแต่ถ้า ข้อความในสัญญาชัดเจนแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาซึ่งตามสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.๕ และ จ.๖ มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๒ ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑ มาบังคับให้ต้อง สืบพยานบุคคลประกอบ เพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๕๐๐ บาท แทนจำเลยที่ ๒
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000975.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545