คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2545 ฉบับเต็ม

#109410
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5258/2545 นางบุญณี ตันธุวนิตย์ โจทก์ นางมัญชุ อุชชิน จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 94 ในคดีอาญาจำเลยย่อมนำสืบตามข้ออ้างของตน ซึ่งอาจเป็นการนำสืบหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเอกสารใดๆ ได้ทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะประมวลวิธีพิจารณาความอาญามิได้มีข้อจำกัดห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารในบางกรณีไว้ดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ( วินิจฉัยทำนองเดียวกับคำพิพากษาฎีกาที่ 1210/2511 ) ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ให้เรียงกระทงลงโทษตามเช็คแต่ละฉบับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกกระทงละ ๒ เดือน รวม ๘ กระทง จำคุก ๑๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังพยาน หลักฐานของจำเลยโดยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ส่งเอกสารสัญญากู้เป็นหลักฐานในคดี และมีการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพันตำรวจเอกกิจจา สุนทรส เบิกความเป็นพยานว่าเป็นหรือน่าจะเป็นลายมือชื่อของจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความที่ปรากฏในสัญญากู้ที่โจทก์นำมาแสดงต่อศาลเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ เห็นว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องมีทั้งเช็คที่มีมูลหนี้จริงและไม่จริง และ บังคับได้กับบังคับไม่ได้ตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบเกี่ยวกับมูลหนี้เหล่านี้ให้ได้ความชัดแจ้ง ทั้งตามบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.๒๒ ที่นายธงทอง รักตประจิต ทนายความบิดาจเลยได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานเป็น ผู้ไกล่เกลี่ยก่อนโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๑,๙๘๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เพียง ๑,๒๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเจือสมตามที่จำเลยนำสืบว่า ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปบ้างแล้วบางส่วนเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ถึง ๖๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่อพิจารณาถึงเจรจาในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๙ ซึ่งได้ความว่า โจทก์ยอมผ่อนผันให้จำเลยชำระเงินตามเช็คเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ภายในเวลา ๓ เดือน เมื่อโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวแล้วจะไม่ติดใจดำเนินคดีอาญากับจำเลยอีกต่อไปจึงฟังว่ามีมูลหนี้ที่แท้จริงเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท และน่าเชื่อว่าจำเลยต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยวิธีอื่น เช่น การมอบเครื่องประดับหักชำระหนี้ นอกเหนือจากที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีให้โจทก์ และชำระหนี้เงินสดให้โจทก์อีกด้วย ซึ่งน่าจะครอบคลุมมูลหนี้ที่แท้จริงแล้ว ซึ่งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว ในเบื้องต้นศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้ แก่โจทก์ตามฟ้อง แต่เช็คเอกสารหมาย จ.๑, จ.๓, จ.๗ และ จ.๙ เป็นเช็คที่มีอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดรวมเข้าอยู่ด้วย จึงเป็นเช็คที่ไม่สามารถบังคับได้และทางนำสืบของจำเลยโดยมีพยานโจทก์เบิกความเจือสมฟังได้ว่ามูลหนี้ที่แท้จริงมีเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นจำนวนลดน้อยลง หรือแก้ไขเอกสารใด ๆ ได้ทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหาได้มีข้อจำกัดห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเอกสารในบางกรณีไว้ดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ดุจโจทก์ฎีกามาไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-ดวงมาลย์ ศิลปอาชา-สมชาย จุลนิติ์) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสมประสงค์ เพชรสุวรรณ ศาลอุทธรณ์ - นายสันติ งามสันติกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109410
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายสมประสงค์ เพชรสุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสันติ งามสันติกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050287"
    }
}
date
2545
deka_no
5258/2545
deka_running_no
5258
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "ดวงมาลย์ ศิลปอาชา",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 94"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางบุญณี ตันธุวนิตย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมัญชุ อุชชิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ให้เรียงกระทงลงโทษตามเช็คแต่ละฉบับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกกระทงละ ๒ เดือน รวม ๘ กระทง จำคุก ๑๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังพยาน หลักฐานของจำเลยโดยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ส่งเอกสารสัญญากู้เป็นหลักฐานในคดี และมีการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพันตำรวจเอกกิจจา สุนทรส เบิกความเป็นพยานว่าเป็นหรือน่าจะเป็นลายมือชื่อของจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานบุคคลเพื่อเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความที่ปรากฏในสัญญากู้ที่โจทก์นำมาแสดงต่อศาลเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ เห็นว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องมีทั้งเช็คที่มีมูลหนี้จริงและไม่จริง และ บังคับได้กับบังคับไม่ได้ตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์มิได้นำสืบเกี่ยวกับมูลหนี้เหล่านี้ให้ได้ความชัดแจ้ง ทั้งตามบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.๒๒ ที่นายธงทอง รักตประจิต ทนายความบิดาจเลยได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานเป็น ผู้ไกล่เกลี่ยก่อนโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๑,๙๘๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เพียง ๑,๒๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเจือสมตามที่จำเลยนำสืบว่า ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปบ้างแล้วบางส่วนเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ถึง ๖๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่อพิจารณาถึงเจรจาในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๙ ซึ่งได้ความว่า โจทก์ยอมผ่อนผันให้จำเลยชำระเงินตามเช็คเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ภายในเวลา ๓ เดือน เมื่อโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวแล้วจะไม่ติดใจดำเนินคดีอาญากับจำเลยอีกต่อไปจึงฟังว่ามีมูลหนี้ที่แท้จริงเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท และน่าเชื่อว่าจำเลยต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วยวิธีอื่น เช่น การมอบเครื่องประดับหักชำระหนี้ นอกเหนือจากที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีให้โจทก์ และชำระหนี้เงินสดให้โจทก์อีกด้วย ซึ่งน่าจะครอบคลุมมูลหนี้ที่แท้จริงแล้ว ซึ่งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว ในเบื้องต้นศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้ แก่โจทก์ตามฟ้อง แต่เช็คเอกสารหมาย จ.๑, จ.๓, จ.๗ และ จ.๙ เป็นเช็คที่มีอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดรวมเข้าอยู่ด้วย จึงเป็นเช็คที่ไม่สามารถบังคับได้และทางนำสืบของจำเลยโดยมีพยานโจทก์เบิกความเจือสมฟังได้ว่ามูลหนี้ที่แท้จริงมีเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นจำนวนลดน้อยลง หรือแก้ไขเอกสารใด ๆ ได้ทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหาได้มีข้อจำกัดห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเอกสารในบางกรณีไว้ดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ดุจโจทก์ฎีกามาไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000987.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545