คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2545 ฉบับเต็ม

#109424
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2545 กรมศุลกากร กับพวก โจทก์ บริษัท ที.พี.ดี.อินดัสตรี้ จำกัด จำเลย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรสองครั้ง และได้แสดงความประสงค์ขอคืนภาษีอากรตามมาตรา 19 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้นำของที่นำเข้ามา ใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว เมื่อโจทก์ที่ 1 ตรวจพบจึงได้ประเมินราคาสินค้าและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบ ถึงแม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานไป ในกรณีนี้ก็ยังไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๘๘,๕๘๓.๑๕ บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า พฤติการณ์ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประกอบกับเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งศาลเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรสองครั้งตามใบขนสินค้าเลขที่ ๑๐๔๓๑๐๙๓ และเลขที่ ๐๑๐๒๐๐๕๖๐๐๙๙ และแสดงความประสงค์จะขอคืนภาษีอากรตามมาตรา ๑๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยใช้วิธีค้ำประกันค่าภาษีอากรตามมาตรา ๑๙ ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ กล่าวคือจำเลยมิได้นำของที่นำเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปภายใน ๑ ปี นับแต่วันนำเข้า เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบจึงได้ประเมินราคาสินค้าและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ และ พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามลำดับ แต่จำเลยมิได้เสียภาษีตามที่โจทก์ที่ ๑ ประเมิน เห็นว่า การเสียภาษีของจำเลยดังกล่าวเป็นการเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้ประเมินภาษีด้วยตนเอง ตามวิธีการและตามเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้วยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากรตามจำนวนที่พึงต้องชำระ หากจำเลยประเมินไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานของโจทก์ทั้งสองตรวจพบก็จะทำการประเมินใหม่และมีอำนาจประเมินให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เสียภาษีต้องรับผิดชำระเงินเพิ่ม นอกเหนือจากภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายได้ด้วย ดังนั้นการเสียภาษีจึงมิได้เกิดจากข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้ตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยเท่านั้น ถึงแม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานไป ในกรณีนี้ก็ยังไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็ตาม และเมื่อกรณีไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อื่นใดที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การกระทำของโจทก์ทั้งสองหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะจำเลยมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และเมื่อเสียภาษีไม่ถูกต้องก็จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายอีกด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ทั้งสองได้ส่งเอกสารให้แก่ศาลแล้วก็ตาม แต่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้พิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปตามลำดับชั้นศาลจึงเห็นสมควรให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในปัญหานี้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตั้งแต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่. (องอาจ โรจนสุพจน์-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-ทองหล่อ โฉมงาม) ศาลภาษีอากรกลาง - ประจง พันธุ์ประสิทธิ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109424
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "ประจง พันธุ์ประสิทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054752"
    }
}
date
2545
deka_no
2420/2545
deka_running_no
2420
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "ทองหล่อ โฉมงาม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482",
        "sections": [
            "ม. 19 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ที.พี.ดี.อินดัสตรี้ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๘๘,๕๘๓.๑๕ บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า พฤติการณ์ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประกอบกับเอกสารที่โจทก์ทั้งสองส่งศาลเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยนำของเข้ามาในราชอาณาจักรสองครั้งตามใบขนสินค้าเลขที่ ๑๐๔๓๑๐๙๓ และเลขที่ ๐๑๐๒๐๐๕๖๐๐๙๙ และแสดงความประสงค์จะขอคืนภาษีอากรตามมาตรา ๑๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยใช้วิธีค้ำประกันค่าภาษีอากรตามมาตรา ๑๙ ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ กล่าวคือจำเลยมิได้นำของที่นำเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปภายใน ๑ ปี นับแต่วันนำเข้า เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙ ทวิ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ตรวจพบจึงได้ประเมินราคาสินค้าและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ และ พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามลำดับ แต่จำเลยมิได้เสียภาษีตามที่โจทก์ที่ ๑ ประเมิน เห็นว่า การเสียภาษีของจำเลยดังกล่าวเป็นการเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้ประเมินภาษีด้วยตนเอง ตามวิธีการและตามเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้วยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากรตามจำนวนที่พึงต้องชำระ หากจำเลยประเมินไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานของโจทก์ทั้งสองตรวจพบก็จะทำการประเมินใหม่และมีอำนาจประเมินให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เสียภาษีต้องรับผิดชำระเงินเพิ่ม นอกเหนือจากภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายได้ด้วย ดังนั้นการเสียภาษีจึงมิได้เกิดจากข้อสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้ตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยเท่านั้น ถึงแม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้เวลาตรวจสอบเนิ่นนานไป ในกรณีนี้ก็ยังไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็ตาม และเมื่อกรณีไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อื่นใดที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การกระทำของโจทก์ทั้งสองหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะจำเลยมีหน้าที่จะต้องเสียภาษีให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และเมื่อเสียภาษีไม่ถูกต้องก็จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายอีกด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์ทั้งสองได้ส่งเอกสารให้แก่ศาลแล้วก็ตาม แต่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้พิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปตามลำดับชั้นศาลจึงเห็นสมควรให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาในปัญหานี้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตั้งแต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001025.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545