คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2545 ฉบับเต็ม

#109428
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2545 บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายไพโรจน์ พรหมสุรินทร์ ที่ 1 กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 572, มาตรา 573, มาตรา 574 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องบอกเลิกเป็นหนังสือ หากผู้ให้เช่าซื้อกระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ออกให้เช่าซื้ออีกต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยทั้งสองนั้น เป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลที่คัดค้าน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยทั้งสองให้การว่า ขอให้ยกฟ้องคำขอส่วนที่เกินจำนวนค่าเสียหายดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่า ทนายความ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๖๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา ๓๒๘,๘๙๖ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ๔๘ งวด งวดละ ๖,๘๕๒ บาท ต่อเดือน งวดแรกชำระวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๒๕ ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยจำเลยที่ ๒ เป็น ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าซื้อ วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ ๑ และนำออกประมูลขายได้เงิน ๑๗๑,๐๒๘.๐๔ บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เลิกกันแล้ว หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำกันไว้ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ข้อ ๑๐ มีข้อตกลงว่า "ในกรณีที่ ผู้เช่าซื้อ (ก) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน และปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือบอกกล่าวของเจ้าของแล้ว แต่ผู้เช่าซื้อละเลยหรือเพิกเฉยเสียไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่ วันที่ได้รับหนังสือนั้น หรือถ้ารถยนต์ประเภทอื่นผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งโดยเจ้าของไม่จำต้องบอกกล่าว ล่วงหน้า หรือ? เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ทันที?" เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ แอล ๒๐๐ ไซโคลน ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อเบิกความว่า เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาเพื่อใช้ประกอบการค้าขายผักและผลไม้ ดังนั้น รถยนต์ที่เช่าซื้อจึงไม่ใช่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน หากแต่เป็นรถยนต์ประเภทอื่น ซึ่งเมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ ๑ รับกันว่า จำเลยที่ ๑ ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวม ๔ งวดเศษ หลังจากนั้นไม่ชำระอีกเลย ถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้าเพื่อให้นำค่าเช่าซื้อที่ค้างมาชำระก่อน คดีนี้แม้จะให้รับฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิก สัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยที่ ๑ ณ ที่อยู่แห่งอื่นที่มิใช่ที่อยู่หรือภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดย ไม่ชอบก็ตาม แต่ภายหลังนั้นปรากฏต่อมาว่าโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาจากจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เพราะจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ ๕ เป็นต้นไป ถือได้ว่าการที่ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ทั้งนี้เพราะการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องบอกเลิกเป็นหนังสือ หากผู้ให้เช่าซื้อกระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ออกให้เช่าซื้ออีกต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองที่อ้างเพียงว่า ขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลที่คัดค้าน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-ไพศาล เจริญวุฒิ-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายสมควร วิเชียรวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
109428
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมควร วิเชียรวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082054519"
    }
}
date
2545
deka_no
2630/2545
deka_running_no
2630
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 572",
            "ม. 573",
            "ม. 574"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไพโรจน์ พรหมสุรินทร์ ที่ 1 กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ขอให้ยกฟ้องคำขอส่วนที่เกินจำนวนค่าเสียหายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่า ทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๖๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา ๓๒๘,๘๙๖ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ๔๘ งวด งวดละ ๖,๘๕๒ บาท ต่อเดือน งวดแรกชำระวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๒๕ ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยจำเลยที่ ๒ เป็น ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าซื้อ วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ ๑ และนำออกประมูลขายได้เงิน ๑๗๑,๐๒๘.๐๔ บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เลิกกันแล้ว หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำกันไว้ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ข้อ ๑๐ มีข้อตกลงว่า "ในกรณีที่ ผู้เช่าซื้อ (ก) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน และปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือบอกกล่าวของเจ้าของแล้ว แต่ผู้เช่าซื้อละเลยหรือเพิกเฉยเสียไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่ วันที่ได้รับหนังสือนั้น หรือถ้ารถยนต์ประเภทอื่นผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งโดยเจ้าของไม่จำต้องบอกกล่าว ล่วงหน้า หรือ? เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ทันที?" เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ แอล ๒๐๐ ไซโคลน ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อเบิกความว่า เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาเพื่อใช้ประกอบการค้าขายผักและผลไม้ ดังนั้น รถยนต์ที่เช่าซื้อจึงไม่ใช่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน หากแต่เป็นรถยนต์ประเภทอื่น ซึ่งเมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ ๑ รับกันว่า จำเลยที่ ๑ ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวม ๔ งวดเศษ หลังจากนั้นไม่ชำระอีกเลย ถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้าเพื่อให้นำค่าเช่าซื้อที่ค้างมาชำระก่อน คดีนี้แม้จะให้รับฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิก สัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยที่ ๑ ณ ที่อยู่แห่งอื่นที่มิใช่ที่อยู่หรือภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดย ไม่ชอบก็ตาม แต่ภายหลังนั้นปรากฏต่อมาว่าโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาจากจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เพราะจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ ๕ เป็นต้นไป ถือได้ว่าการที่ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ทั้งนี้เพราะการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องบอกเลิกเป็นหนังสือ หากผู้ให้เช่าซื้อกระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ออกให้เช่าซื้ออีกต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองที่อ้างเพียงว่า ขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลที่คัดค้าน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001023.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545