คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2545 ฉบับเต็ม

#110280
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2545 นางทม สุขศรี โจทก์ นางทุเรียน เอี่ยมน้อย ที่ 1 กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1599, มาตรา 1603 ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ, มาตรา 225 แม้จำเลยทั้งห้าจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าหรือไม่ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางเป๋า จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินจำนวน ๓ แปลง คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่อาจแบ่งปันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ให้จำเลยทั้งห้าไปลงชื่อร่วมกับโจทก์ในทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าตกได้แก่โจทก์และจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากัน โจทก์ฟ้องโดยอาศัยข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งห้าไม่ยอมแบ่งทรัพย์พิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์กลับขอให้ศาลบังคับให้โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของร่วมกัน และการขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดำเนินการได้ตามกฎหมายโดยมิต้องอาศัยคำพิพากษาของศาล กับที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งห้าไปลงชื่อร่วมกันในทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลงนั้น จำเลยทั้งห้าไม่มีหน้าที่โดยนิติกรรมที่จะต้องกระทำการดังกล่าว คำขอของโจทก์เช่นนี้ศาลบังคับให้ไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งห้า คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยทั้งห้า ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๕ เดิม หรือ ๑๙๘ ทวิ (ใหม่) คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าหรือไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางเป๋า โดยที่ดินแปลงแรกเป็นของจำเลยที่ ๒ ส่วนที่ดินแปลงที่ ๒ และแปลงที่ ๓ เป็นของจำเลยทั้งห้านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่รับวินิจฉัย จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยใหม่? ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าตกได้แก่โจทก์และจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากันดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ. (สบโชค สุขารมณ์-ชูชาติ ศรีแสง-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายนิกร ทัสสโร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110280
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายนิกร ทัสสโร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082053962"
    }
}
date
2545
deka_no
3028/2545
deka_running_no
3028
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1599",
            "ม. 1603"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 198 ทวิ",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางทม สุขศรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางทุเรียน เอี่ยมน้อย ที่ 1 กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินจำนวน ๓ แปลง คนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่อาจแบ่งปันได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งคนละส่วนเท่ากัน ให้จำเลยทั้งห้าไปลงชื่อร่วมกับโจทก์ในทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าตกได้แก่โจทก์และจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากัน โจทก์ฟ้องโดยอาศัยข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งห้าไม่ยอมแบ่งทรัพย์พิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์กลับขอให้ศาลบังคับให้โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของร่วมกัน และการขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดำเนินการได้ตามกฎหมายโดยมิต้องอาศัยคำพิพากษาของศาล กับที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งห้าไปลงชื่อร่วมกันในทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลงนั้น จำเลยทั้งห้าไม่มีหน้าที่โดยนิติกรรมที่จะต้องกระทำการดังกล่าว คำขอของโจทก์เช่นนี้ศาลบังคับให้ไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งห้า คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยทั้งห้า ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๕ เดิม หรือ ๑๙๘ ทวิ (ใหม่) คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าหรือไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางเป๋า โดยที่ดินแปลงแรกเป็นของจำเลยที่ ๒ ส่วนที่ดินแปลงที่ ๒ และแปลงที่ ๓ เป็นของจำเลยทั้งห้านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่รับวินิจฉัย จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยใหม่? ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าตกได้แก่โจทก์และจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากันดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001018.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545