คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2545 ฉบับเต็ม

#110291
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายโจชัว เนอตี้ จำเลย ป.อ. มาตรา 3, มาตรา 80 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 16, มาตรา 68, มาตรา 69 พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 8, มาตรา 20 ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยนั้น จำเลยได้กลืนโคคาอีนลงไปในกระเพาะอาหารของจำเลยแล้ว และจำเลยมีตั๋วโดยสารเครื่องบินเรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครื่องบินซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะบินออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพ ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดและจับกุมจำเลยได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเข้าขั้นพยายามตาม ป.อ. มาตรา 80 อันเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว ความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมนั้น พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดกำหนดโทษจำคุกและปรับ แต่ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดกำหนดโทษจำคุกหรือปรับ ฉะนั้นเมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่อาจลงโทษปรับเพียงสถานเดียว จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แก่จำเลย ความผิดฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนนั้น โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีอัตราโทษเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่หนักกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๖, ๑๗, ๖๘, ๖๙, ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓, ๗, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖, ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๘ วรรคสอง, ๖๙ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๖๙ วรรคสาม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกโคคาอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ วางโทษจำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย ๑๐ ปี ริบโคคาอีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติแล้วว่า ขณะที่ร้อยตำรวจเอก ส. กับพวกเข้าจับกุมจำเลยนั้น พบจำเลยที่บริเวณชั้น ๓ ของอาคารผู้โดยสารขาออก โดยขณะนั้นจำเลยได้กลืนโคคาอีน ลงไปในกระเพาะอาหารของจำเลยแล้วและจำเลยมีตั๋วโดยสารเครื่องบินเรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครี่องบินซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะบินออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพอีกด้วย ถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดในฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยและจับกุมจำเลยได้เสียก่อน ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเข้าขั้นพยายาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ อันเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว หาใช่เป็นเพียงขั้นตระเตรียมการไม่ อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕ ) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๒๐ ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน กล่าวคือ ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม เดิมมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แต่มาตรา ๖๙ วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กรณีโคคาอีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงหนึ่ร้อยกรัม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี หรือปรับ ตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อโคคาอีนในคดีนี้มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๓๗.๒๑๔ กรัม เห็นได้ว่า แม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากันและโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะหนักกว่ากฎหมายเดิมก็ตาม แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่อาจลงโทษปรับเพียงสถานเดียวก็ได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ และในความผิดฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีน ตามมาตรา ๑๖ เดิม, ๖๘ วรรคสองเดิม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึง จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท แต่ตามมาตรา ๑๖ ที่แก้ไขใหม่, ๖๘ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองล้านบาทถึงห้าล้านบาท เห็นได้ว่าแม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่หนักกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับใช้ตาม กฎหมาที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) และในความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖ (เดิม) , ๖๘ วรรคสอง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (วิบูลย์ มีอาสา-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) ศาลอาญา - นายชลิต กฐินะสมิต ศาลอุทธรณ์ - นายสนั่น รินทร์ศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110291
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายชลิต กฐินะสมิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสนั่น รินทร์ศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082050981"
    }
}
date
2545
deka_no
4768/2545
deka_running_no
4768
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 80"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 16",
            "ม. 68",
            "ม. 69"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 20"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโจชัว เนอตี้"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๖, ๑๗, ๖๘, ๖๙, ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓, ๗, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖, ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๘ วรรคสอง, ๖๙ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๖๙ วรรคสาม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกโคคาอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ วางโทษจำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย ๑๐ ปี ริบโคคาอีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติแล้วว่า ขณะที่ร้อยตำรวจเอก ส. กับพวกเข้าจับกุมจำเลยนั้น พบจำเลยที่บริเวณชั้น ๓ ของอาคารผู้โดยสารขาออก โดยขณะนั้นจำเลยได้กลืนโคคาอีน ลงไปในกระเพาะอาหารของจำเลยแล้วและจำเลยมีตั๋วโดยสารเครื่องบินเรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครี่องบินซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะบินออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพอีกด้วย ถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดในฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยและจับกุมจำเลยได้เสียก่อน ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเข้าขั้นพยายาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ อันเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว หาใช่เป็นเพียงขั้นตระเตรียมการไม่

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕ ) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๒๐ ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน กล่าวคือ ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม เดิมมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แต่มาตรา ๖๙ วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กรณีโคคาอีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงหนึ่ร้อยกรัม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี หรือปรับ ตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อโคคาอีนในคดีนี้มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๓๗.๒๑๔ กรัม เห็นได้ว่า แม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากันและโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะหนักกว่ากฎหมายเดิมก็ตาม แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่อาจลงโทษปรับเพียงสถานเดียวก็ได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ และในความผิดฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีน ตามมาตรา ๑๖ เดิม, ๖๘ วรรคสองเดิม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึง จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท แต่ตามมาตรา ๑๖ ที่แก้ไขใหม่, ๖๘ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองล้านบาทถึงห้าล้านบาท เห็นได้ว่าแม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่หนักกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับใช้ตาม กฎหมาที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) และในความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖ (เดิม) , ๖๘ วรรคสอง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000993.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545