คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125 -ที่ 7126/2545 ฉบับเต็ม

#110308
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125 - 7126/2545 กรมสรรพากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิษณุอารยะ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ทราบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ หนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระภาษีจำนวนดังกล่าวตามฟ้องได้ โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนด 30 วัน และแม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วก็ตาม ย่อมไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป ___________________________ สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ บาท และร่วมกันชำระเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จโดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๘ และที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๙ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๑๙๘ ถึงเลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๒๑๐ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยเลขที่ (พล) ๐๐๐๖/๒/๒๕๔๒ และเลขที่ ๐๐๓๐/๕/๒๕๔๒ ถึงเลขที่ (พล) ๐๐๔๒/๕/๒๕๔๒ หากเพิกถอนไม่ได้ก็ให้งดเบี้ยปรับ จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้งดเบี้ยปรับ ขอให้ยกฟ้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลภาษีอากรกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๑ สำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ เรียกจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๒ และเรียกจำเลยที่ ๓ สำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๓ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ พร้อมเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวน แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางทำการพิจารณาสืบพยานและทำคำพิพากษาตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมส่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ บาท พร้อมเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนและทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ให้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและนำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐ ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินเพื่อตรวจสอบ จำเลยที่ ๒ มิได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและมิได้นำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้วมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๘ และ ที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๙ ให้ จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐ พร้อมเงินเพิ่มรวมจำนวน ๑๙๔,๕๘๓.๘๑ บาท และจำนวน ๑๒๑,๘๒๔.๒๒ บาท ตามลำดับ กับมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๑๙๘ ถึง ๑๐๒๒๑๐ รวม ๑๓ ฉบับ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม ๒๕๓๙ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ รวมจำนวน ๑,๔๐๓,๑๗๙ บาท จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องคือ สำนวนแรกเพื่อขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจาณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ หนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระภาษีจำนวนดังกล่าวตามฟ้องได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนด ๓๐ วัน และแม้ต่อมาจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องคือ สำนวนคดีหลังเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วก็ตาม ย่อมไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามใน ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ทองหล่อ โฉมงาม-วิชัย ชื่นชมพูนุท-โนรี จันทร์ทร) ศาลภาษีอากรกลาง - นายบัญชา สหเกียรติมนตรี ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110308
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายบัญชา สหเกียรติมนตรี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048592"
    }
}
date
2545
deka_no
7126/2545
deka_running_no
7126
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 30 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิษณุอารยะ กับพวก"
    }
]
long_text
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ บาท และร่วมกันชำระเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จโดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๘ และที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๙ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๑๙๘ ถึงเลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๒๑๐ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยเลขที่ (พล) ๐๐๐๖/๒/๒๕๔๒ และเลขที่ ๐๐๓๐/๕/๒๕๔๒ ถึงเลขที่ (พล) ๐๐๔๒/๕/๒๕๔๒ หากเพิกถอนไม่ได้ก็ให้งดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้งดเบี้ยปรับ ขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลภาษีอากรกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๑ สำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๑ เรียกจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๒ และเรียกจำเลยที่ ๓ สำนวนแรกว่า จำเลยที่ ๓

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ พร้อมเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวน แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางทำการพิจารณาสืบพยานและทำคำพิพากษาตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมส่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๒๖๐,๗๐๕ บาท พร้อมเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงินภาษีแต่ละจำนวนแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนและทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๐ ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ให้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและนำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐ ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินเพื่อตรวจสอบ จำเลยที่ ๒ มิได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและมิได้นำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้วมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๘ และ ที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๒/๑๐๐๐๘๙ ให้ จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐ พร้อมเงินเพิ่มรวมจำนวน ๑๙๔,๕๘๓.๘๑ บาท และจำนวน ๑๒๑,๘๒๔.๒๒ บาท ตามลำดับ กับมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ๑๐๐๖๐๕๐/๕/๑๐๒๑๙๘ ถึง ๑๐๒๒๑๐ รวม ๑๓ ฉบับ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม ๒๕๓๙ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ รวมจำนวน ๑,๔๐๓,๑๗๙ บาท จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องคือ สำนวนแรกเพื่อขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจาณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ทราบแล้ว เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ หนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระภาษีจำนวนดังกล่าวตามฟ้องได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนด ๓๐ วัน และแม้ต่อมาจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นฟ้องคือ สำนวนคดีหลังเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วก็ตาม ย่อมไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามใน ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000972.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125 -
year
2545