คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7297/2545 ฉบับเต็ม

#110309
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7297/2545 นายโฮง ชนะบุญ โจทก์ นางบุศสา ชัยนิคม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, มาตรา 18, มาตรา 25 (4) โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ออกทับที่ดินของโจทก์ และให้ขับไล่จำเลยอันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงเห็นได้ว่าทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยโต้เถียงแย่งสิทธิครอบครองหรือความเป็นเจ้าของกันในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทนั้น จึงเป็นผลอันเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก คดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทราคา 210,000 บาท ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 , 25 (4) ___________________________ เดิมคดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เมื่อจำเลยให้การแล้ว ศาลจังหวัดขอนแก่นเห็นว่า เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงขอนแก่น จึงให้โอนสำนวนไปยังศาลแขวงขอนแก่นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๙๒๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง กับขอบังคับให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินในส่วนที่จำเลยคัดค้านการรังวัดและในส่วนที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๙๒๘ ทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่จำเลยและบิดามารดาจำเลยครอบครองทำประโยชน์โดยทิศเหนือติดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๖ และที่ว่าง ทิศใต้ติดห้วยบ้านสร้าง ทิศตะวันออกติดที่ว่างและห้วยบ้านสร้าง ทิศตะวันตกติดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๖ ต่อมาจำเลยรับมรดกในที่ดินดังกล่าวแล้วครอบครองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี ๒๕๒๐ จำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการพิสูจน์ สอบสวน รังวัด และปิดประกาศ แล้วออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๙๒๘ ให้แก่จำเลย เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดโดยชี้แนวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินดังกล่าวของจำเลยบางส่วนทางทิศตะวันออก จำเลยจึงคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแขวงขอนแก่นสืบพยานโจทก์ จำเลยเสร็จแล้ว วินิจฉัยว่า คดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเป็นเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นหลัก ส่วนที่จำเลยให้การกล่าวแก้เป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ก็เพื่อเป็นประโยชน์ในการคำนวณทุนทรัพย์ในการเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้อง ตลอดจนใช้ในการพิจารณาว่าจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่เท่านั้น คดีเรื่องนี้จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงขอนแก่นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลแขวงขอนแก่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า คดีเรื่องนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงขอนแก่นจะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่าทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งสิทธิครอบครองหรือความเป็นเจ้าของกันในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้นตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทนั้น จึงเป็นผลอันเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คือตามราคาที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทราคา ๒๑๐,๐๐๐ บาท และตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่นเช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงขอนแก่นจะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ , ๒๕ (๔) พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงขอนแก่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ การที่ศาลแขวงขอนแก่นพิพากษายกฟ้องโดยอ้างเหตุว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงขอนแก่นจะพิจารณาพิพากษาได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลแขวงขอนแก่น ให้ศาลแขวงขอนแก่นพิพากษาคดีใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ. (พินิจ เพชรรุ่ง-โนรี จันทร์ทร-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ศาลแขวงขอนแก่น - นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110309
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงขอนแก่น",
        "judge": "นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048475"
    }
}
date
2545
deka_no
7297/2545
deka_running_no
7297
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 18",
            "ม. 25 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายโฮง ชนะบุญ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางบุศสา ชัยนิคม"
    }
]
long_text
เดิมคดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เมื่อจำเลยให้การแล้ว ศาลจังหวัดขอนแก่นเห็นว่า เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงขอนแก่น จึงให้โอนสำนวนไปยังศาลแขวงขอนแก่นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้เพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๙๒๘ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง กับขอบังคับให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินในส่วนที่จำเลยคัดค้านการรังวัดและในส่วนที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๙๒๘ ทับที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่จำเลยและบิดามารดาจำเลยครอบครองทำประโยชน์โดยทิศเหนือติดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๖ และที่ว่าง ทิศใต้ติดห้วยบ้านสร้าง ทิศตะวันออกติดที่ว่างและห้วยบ้านสร้าง ทิศตะวันตกติดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๖ ต่อมาจำเลยรับมรดกในที่ดินดังกล่าวแล้วครอบครองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี ๒๕๒๐ จำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการพิสูจน์ สอบสวน รังวัด และปิดประกาศ แล้วออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๙๒๘ ให้แก่จำเลย เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดโดยชี้แนวรุกล้ำเข้ามาในที่ดินดังกล่าวของจำเลยบางส่วนทางทิศตะวันออก จำเลยจึงคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแขวงขอนแก่นสืบพยานโจทก์ จำเลยเสร็จแล้ว วินิจฉัยว่า คดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเป็นเงินได้หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นหลัก ส่วนที่จำเลยให้การกล่าวแก้เป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ก็เพื่อเป็นประโยชน์ในการคำนวณทุนทรัพย์ในการเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้อง ตลอดจนใช้ในการพิจารณาว่าจะอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่เท่านั้น คดีเรื่องนี้จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงขอนแก่นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลแขวงขอนแก่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า คดีเรื่องนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงขอนแก่นจะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่าทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งสิทธิครอบครองหรือความเป็นเจ้าของกันในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้นตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทนั้น จึงเป็นผลอันเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำขอท้ายฟ้องโจทก์จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คือตามราคาที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทราคา ๒๑๐,๐๐๐ บาท และตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่นเช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงขอนแก่นจะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ , ๒๕ (๔) พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลแขวงขอนแก่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ การที่ศาลแขวงขอนแก่นพิพากษายกฟ้องโดยอ้างเหตุว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงขอนแก่นจะพิจารณาพิพากษาได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแขวงขอนแก่น ให้ศาลแขวงขอนแก่นพิพากษาคดีใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000971.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545