คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2545 ฉบับเต็ม

#110317
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2545 นางชุ่ม เฟื่องสง่า ผู้ร้อง นายนิพนธ์ ชาวไทย ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 1693, มาตรา 1694, มาตรา 1692, มาตรา 1696, มาตรา 1697 การเพิกถอนพินัยกรรมทั้งหมดหรือบางส่วนโดยผู้ทำพินัยกรรมนั้น กฎหมายกำหนดวิธีการไว้ 4 กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1694 ถึง 1697 คือ ทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ การโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจ และการทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อน การที่ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองเอกสารแม้จะมีเจตนาเพื่อเพิกถอนหรือไม่รับรองพินัยกรรมที่ทำไว้แล้ว แต่เมื่อหนังสือยืนยันรับรองนั้นไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมแล้ว ย่อมไม่มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมที่ทำไว้แต่อย่างใด ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เว้นแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๑๗ ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้เฉพาะผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๓ ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ผู้ตายทำพินัยกรรม ๔ ฉบับ คือ พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๘ พินัยกรรมลงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ และพินัยกรรมลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ อีก ๒ ฉบับ ต่อมาในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองให้ใช้พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๘ กับยกเลิกพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านฎีกาว่าข้อความในหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวที่ระบุให้พินัยกรรมของผู้ตายฉบับใดมีผลใช้บังคับได้และฉบับใดไม่มีผลใช้บังคับนั้น คือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายจึงเป็นพินัยกรรมของผู้ตาย เห็นว่า หนังสือยืนยันรับรองดังกล่าว ไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่าเป็นพินัยกรรมและไม่มีข้อความอันเป็นคำสั่งเผื่อตายแต่อย่างใด ข้อความที่ระบุในข้อ ๒ ให้พินัยกรรมฝ่ายเมืองฉบับแรกซึ่งทำไว้ที่อำเภอเมืองถือเป็นหนังสือพินัยกรรมที่ใช้ได้ และข้อ ๓ ข้อความที่ไม่รับรองเอกสารซึ่งผู้ตายลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และขอยกเลิกเอกสารดังกล่าว เป็นเรื่องการยืนยันและเพิกถอนพินัยกรรมของตนที่ได้ทำไว้เท่านั้น หาใช่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ ไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนกรณีว่าหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้หรือไม่นั้น เห็นว่า พินัยกรรมมีผลตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายเป็นต้นไป ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙๓ แต่ในการเพิกถอนพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดวิธีการที่ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนไว้ ๔ กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙๔ ถึง มาตรา ๑๖๙๗ คือ การทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ การโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจ และการทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อน กฎหมายมิได้กำหนดวิธีการอื่นใดนอกจากนี้ให้มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมได้ ฉะนั้น การที่ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองในข้อ ๓ ซึ่งมีข้อความว่า ไม่รับรองเอกสารฉบับลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ที่มีผู้นำมาให้ลงชื่อ แม้จะแปลได้ว่าผู้ตายมีเจตนาเพื่อเพิกถอนหรือไม่รับรองพินัยกรรมลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ ของตนนั้น ไม่ว่าผู้ตายจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และสมัครใจกระทำหรือไม่ก็ตาม เมื่อหนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค. ๑ ไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมดังที่วินิจฉัยมาแล้วจึงไม่มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ ได้ พินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ มีผลใช้บังคับได้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ประสพสุข บุญเดช-จรัส พวงมณี-จรูญวิทย์ ทองสอน) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายกีรติ วรพุทธพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางสาวกุสุมา คูหาวิไล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110317
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายกีรติ วรพุทธพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นางสาวกุสุมา คูหาวิไล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048803"
    }
}
date
2545
deka_no
6981/2545
deka_running_no
6981
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ประสพสุข บุญเดช",
    "จรัส พวงมณี",
    "จรูญวิทย์ ทองสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1693",
            "ม. 1694",
            "ม. 1692",
            "ม. 1696",
            "ม. 1697"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางชุ่ม เฟื่องสง่า"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายนิพนธ์ ชาวไทย"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เว้นแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๑๗ ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้เฉพาะผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๓ ตำบลหนองจอก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ผู้ตายทำพินัยกรรม ๔ ฉบับ คือ พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๘ พินัยกรรมลงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ และพินัยกรรมลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ อีก ๒ ฉบับ ต่อมาในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองให้ใช้พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๘ กับยกเลิกพินัยกรรมฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านฎีกาว่าข้อความในหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวที่ระบุให้พินัยกรรมของผู้ตายฉบับใดมีผลใช้บังคับได้และฉบับใดไม่มีผลใช้บังคับนั้น คือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายจึงเป็นพินัยกรรมของผู้ตาย เห็นว่า หนังสือยืนยันรับรองดังกล่าว ไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่าเป็นพินัยกรรมและไม่มีข้อความอันเป็นคำสั่งเผื่อตายแต่อย่างใด ข้อความที่ระบุในข้อ ๒ ให้พินัยกรรมฝ่ายเมืองฉบับแรกซึ่งทำไว้ที่อำเภอเมืองถือเป็นหนังสือพินัยกรรมที่ใช้ได้ และข้อ ๓ ข้อความที่ไม่รับรองเอกสารซึ่งผู้ตายลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และขอยกเลิกเอกสารดังกล่าว เป็นเรื่องการยืนยันและเพิกถอนพินัยกรรมของตนที่ได้ทำไว้เท่านั้น หาใช่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ ไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนกรณีว่าหนังสือยืนยันรับรองดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้หรือไม่นั้น เห็นว่า พินัยกรรมมีผลตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายเป็นต้นไป ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙๓ แต่ในการเพิกถอนพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดวิธีการที่ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนไว้ ๔ กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙๔ ถึง มาตรา ๑๖๙๗ คือ การทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ การโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจ และการทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อน กฎหมายมิได้กำหนดวิธีการอื่นใดนอกจากนี้ให้มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมได้ ฉะนั้น การที่ผู้ตายทำหนังสือยืนยันรับรองในข้อ ๓ ซึ่งมีข้อความว่า ไม่รับรองเอกสารฉบับลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ที่มีผู้นำมาให้ลงชื่อ แม้จะแปลได้ว่าผู้ตายมีเจตนาเพื่อเพิกถอนหรือไม่รับรองพินัยกรรมลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ ของตนนั้น ไม่ว่าผู้ตายจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และสมัครใจกระทำหรือไม่ก็ตาม เมื่อหนังสือยืนยันรับรองเอกสารหมาย ร.ค. ๑ ไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมดังที่วินิจฉัยมาแล้วจึงไม่มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ ได้ พินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร. ๑ และ ร. ๒ มีผลใช้บังคับได้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000974.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545