คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7344/2545 ฉบับเต็ม

#110348
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7344/2545 นางจิ้มลิ้ม ศรีปราง โจทก์ กรมที่ดิน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 420, มาตรา 1336 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 172, มาตรา 145, มาตรา 249 ป.ที่ดิน มาตรา 61 การออกโฉนดที่ดินเป็นงานที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมที่ดิน เมื่อโจทก์เห็นว่าการออกโฉนดที่ดิน คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องกรมที่ดินได้ แม้ป.ที่ดิน มาตรา 61 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมโดย ป.ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2428 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จะมีบทบัญญัติให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินสำหรับจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่กฎหมายประสงค์จะกระจายอำนาจให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดได้ด้วยเท่านั้น ไม่ได้ห้ามมิให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการออกโฉนดที่ดินฟ้องกรมที่ดินแต่อย่างใด โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 2 เลขที่ 3816 ในส่วนรุกล้ำเข้ามาในโฉนดที่ดินพิพาทของผู้ตาย ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 เป็นการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้ตาย ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความและไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังนั้น แม้จะเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ตำบลบางเลน (บางยุง) อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ (ที่ถูก ของผู้ตาย) หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่ วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง? ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม? ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ? ขอให้ ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม? ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ โดยการครอบครอง ปรปักษ์? ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ตำบลบางเลน (บางยุง) อำเภอบางเลน (บางปลา) นครปฐม (นครชัยศรี) ของจำเลยที่ ๒ เฉพาะในส่วนที่รุกล้ำและออกทับโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๐๒ ของโจทก์ (ที่ถูกของ นายไวผู้ตาย) เนื้อที่ประมาณ ๙๔ ตารางวา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.๑๑ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ ฎีกา โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ในฐานะ ผู้จัดการมรดกของนายไว ศรีปราง ผู้ตาย มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งฎีกาขึ้นมาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ บัญญัติให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้ จำเลยที่ ๑ ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะมาตรา ๖๑ บัญญัติให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจสั่งเพิกถอนแก้ไขได้สำหรับกรุงเทพมหานคร แต่ที่ดินพิพาทอยู่ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งการเพิกถอนแก้ไขดังกล่าวเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมโดยตรง อธิบดีกรมที่ดินไม่มีอำนาจที่จะเพิกถอนแก้ไข ทั้งโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการออกโฉนดที่ดิน และไม่ได้เป็นผู้ออกโฉนดที่ดินให้แก่บุคคลใดด้วย จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ได้นั้น เห็นว่าการออกโฉนดที่ดินเป็นงานที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมที่ดิน เมื่อโจทก์เห็นว่าการออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องกรมที่ดินได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโฉนด ที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๒ ทับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๐๒ ของนายไวบางส่วน ตั้งแต่ก่อนที่นายไวจะถึง แก่ความตายเป็นการกล่าวอ้างว่านายไวถูกโต้แย้งสิทธิในโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๐๒ โดยการกระทำของจำเลยที่ ๑ แล้ว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ให้การปฏิเสธในเรื่องนี้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไวจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้ แม้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ที่แก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จะมีบทบัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินสำหรับจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตามเป็นเพียงบทบัญญัติที่กฎหมายประสงค์จะกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดได้ด้วยเท่านั้น ไม่ได้ห้ามผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการออกโฉนดที่ดินฟ้องกรมที่ดินแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะ ผู้จัดการการมรดกของผู้ตายฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๐๒ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ เป็นการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้ตาย ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ และไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ คดีไม่ขาดอายุความไม่น่าจะเป็นเวลาช้านานเพียงใด พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อภิชาต สุขัคคานนท์-กำพล ภู่สุดแสวง-วิชัย วิวิตเสวี) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายสนิท ตระกูลพรายงาม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชัชวาล บุนนาค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110348
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายสนิท ตระกูลพรายงาม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายชัชวาล บุนนาค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048470"
    }
}
date
2545
deka_no
7344/2545
deka_running_no
7344
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "อภิชาต สุขัคคานนท์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "วิชัย วิวิตเสวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 420",
            "ม. 1336"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 172",
            "ม. 145",
            "ม. 249"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 61"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางจิ้มลิ้ม ศรีปราง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมที่ดิน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ตำบลบางเลน (บางยุง) อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ (ที่ถูก ของผู้ตาย) หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่ วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง? ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม? ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ? ขอให้ ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม? ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ โดยการครอบครอง ปรปักษ์? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ตำบลบางเลน (บางยุง) อำเภอบางเลน (บางปลา) นครปฐม (นครชัยศรี) ของจำเลยที่ ๒ เฉพาะในส่วนที่รุกล้ำและออกทับโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๐๒ ของโจทก์ (ที่ถูกของ นายไวผู้ตาย) เนื้อที่ประมาณ ๙๔ ตารางวา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.๑๑ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ในฐานะ ผู้จัดการมรดกของนายไว ศรีปราง ผู้ตาย มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งฎีกาขึ้นมาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ บัญญัติให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้ จำเลยที่ ๑ ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะมาตรา ๖๑ บัญญัติให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจสั่งเพิกถอนแก้ไขได้สำหรับกรุงเทพมหานคร แต่ที่ดินพิพาทอยู่ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งการเพิกถอนแก้ไขดังกล่าวเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมโดยตรง อธิบดีกรมที่ดินไม่มีอำนาจที่จะเพิกถอนแก้ไข ทั้งโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการออกโฉนดที่ดิน และไม่ได้เป็นผู้ออกโฉนดที่ดินให้แก่บุคคลใดด้วย จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ได้นั้น เห็นว่าการออกโฉนดที่ดินเป็นงานที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมที่ดิน เมื่อโจทก์เห็นว่าการออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องกรมที่ดินได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโฉนด ที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๒ ทับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๐๒ ของนายไวบางส่วน ตั้งแต่ก่อนที่นายไวจะถึง แก่ความตายเป็นการกล่าวอ้างว่านายไวถูกโต้แย้งสิทธิในโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๐๒ โดยการกระทำของจำเลยที่ ๑ แล้ว ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ให้การปฏิเสธในเรื่องนี้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไวจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ได้ แม้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ที่แก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จะมีบทบัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินสำหรับจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตามเป็นเพียงบทบัญญัติที่กฎหมายประสงค์จะกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดได้ด้วยเท่านั้น ไม่ได้ห้ามผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการออกโฉนดที่ดินฟ้องกรมที่ดินแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะ ผู้จัดการการมรดกของผู้ตายฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๓๘๑๖ ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๕๐๒ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ เป็นการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้ตาย ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ และไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ คดีไม่ขาดอายุความไม่น่าจะเป็นเวลาช้านานเพียงใด

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000971.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545