คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2546 ฉบับเต็ม

#110350
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2546 บริษัททวียนต์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โจทก์ นางสุพิศศรา อารีราษฎร์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 383, มาตรา 680 ข้อตกลงที่ลูกจ้างจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่นายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง เป็นข้อตกลงในทางแพ่งโดยทั่วไปซึ่งนายจ้างและลูกจ้างสามารถทำข้อตกลงดังกล่าวได้ และค่าปรับก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเบี้ยปรับคือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หากสูงเกินส่วนศาลก็ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าปรับจำนวน 5 เท่า ของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ผู้เป็นนายจ้าง จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ แม้สัญญาค้ำประกันหมาย จ. 5 จะระบุว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกประการก็ตาม แต่ความรับผิดดังกล่าวหมายถึงความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานหมาย จ. 3 เท่านั้น ส่วนข้อตกลงตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างหมาย จ. 4 ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้ค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน 5 เท่าของค่าเสียหายแก่โจทก์ เพิ่งจัดทำขึ้นภายหลังจากจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหมาย จ. 5 แล้ว โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อให้ความยินยอมด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าปรับจำนวน 5 เท่า แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานของโจทก์ กระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท ที่ลูกค้าชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าปรับอีก ๕ เท่าเป็นเงิน ๔๘๖,๔๕๐ บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๕๘๓,๗๔๐ บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมจะต้องร่วมชำระเงินจำนวนดังกล่าวด้วย แต่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๘๓,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การที่สัญญาจ้างแรงงานระบุว่า หากผู้รับจ้างผิดสัญญาจะต้องถูกปรับ ๕ เท่า ของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวน ๑๔๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๔) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ใช้ให้จำเลยที่ ๒ ใช้แทนพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ประการแรกว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างที่ว่าหากลูกจ้างกระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกทรัพย์หรือลักทรัพย์ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ลูกจ้างต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นพร้อมค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน ๕ เท่าของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่นายจ้างนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงที่ลูกจ้างจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่นายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างนั้น เป็นข้อตกลงในทางแพ่งโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างสามารถจะทำข้อตกลงดังกล่าวได้และค่าปรับนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับเบี้ยปรับคือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าปรับจำนวน ๕ เท่า ของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์นั้นจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ต่อไปว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ความว่า จำเลยที่ ๒ เพียงแต่ทำสัญญาค้ำประกันในการทำงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ลงชื่อในหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้าง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันข้อ ๑ และข้อ ๓ จะได้ระบุไว้ว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกประการก็ตาม แต่ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวหมายถึงความเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานข้อ ๖ เท่านั้น ส่วนข้อตกลงตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างซึ่งจำเลยที่ ๑ ตกลงจะชดใช้ค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน ๕ เท่าของราคาทรัพย์หรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เอกสารดังกล่าวเพิ่งจัดทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันแล้วถึง ๒ ปีเศษ โดยจำเลยที่ ๒ มิได้ลงชื่อให้ความยินยอมด้วย ข้อตกลงที่จำเลยที่ ๑ ยินยอมชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์นั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดของจำเลยที่ ๑ นอกเหนือจากสัญญาจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ฉะนั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์เฉพาะค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เท่านั้น? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (ปัญญา สุทธิบดี-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110350
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082047222"
    }
}
date
2546
deka_no
928/2546
deka_running_no
928
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 383",
            "ม. 680"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัททวียนต์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุพิศศรา อารีราษฎร์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานของโจทก์ กระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท ที่ลูกค้าชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าปรับอีก ๕ เท่าเป็นเงิน ๔๘๖,๔๕๐ บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๕๘๓,๗๔๐ บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมจะต้องร่วมชำระเงินจำนวนดังกล่าวด้วย แต่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๘๓,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การที่สัญญาจ้างแรงงานระบุว่า หากผู้รับจ้างผิดสัญญาจะต้องถูกปรับ ๕ เท่า ของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินจำนวน ๑๔๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๔) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ใช้ให้จำเลยที่ ๒ ใช้แทนพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ประการแรกว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างที่ว่าหากลูกจ้างกระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกทรัพย์หรือลักทรัพย์ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ลูกจ้างต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นพร้อมค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน ๕ เท่าของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่นายจ้างนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงที่ลูกจ้างจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่นายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างนั้น เป็นข้อตกลงในทางแพ่งโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างสามารถจะทำข้อตกลงดังกล่าวได้และค่าปรับนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับเบี้ยปรับคือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าปรับจำนวน ๕ เท่า ของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์นั้นจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ต่อไปว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ความว่า จำเลยที่ ๒ เพียงแต่ทำสัญญาค้ำประกันในการทำงานของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ลงชื่อในหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้าง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันข้อ ๑ และข้อ ๓ จะได้ระบุไว้ว่าจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกประการก็ตาม แต่ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวหมายถึงความเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานข้อ ๖ เท่านั้น ส่วนข้อตกลงตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างซึ่งจำเลยที่ ๑ ตกลงจะชดใช้ค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน ๕ เท่าของราคาทรัพย์หรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เอกสารดังกล่าวเพิ่งจัดทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันแล้วถึง ๒ ปีเศษ โดยจำเลยที่ ๒ มิได้ลงชื่อให้ความยินยอมด้วย ข้อตกลงที่จำเลยที่ ๑ ยินยอมชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์นั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดของจำเลยที่ ๑ นอกเหนือจากสัญญาจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ฉะนั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์เฉพาะค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เท่านั้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๙๗,๒๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000960.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546