คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167/2546 ฉบับเต็ม

#110831
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167/2546 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายวินัย เชาว์สุวรรณ จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 66, มาตรา 67 ป.วิ.อ. มาตรา 69, มาตรา 120, มาตรา 174 การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 130 เม็ด ไว้ในครอบครองแล้วจะสันนิษฐานว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหาชอบไม่ โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนได้ความแน่ชัดปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 174 แม้การตรวจค้นจับกุมอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๑๒ ปี ริบของกลาง คืนเงินสดแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๗ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่าก่อนไปทำการจับกุมจำเลยประมาณ ๑ สัปดาห์ได้สืบสวนหาข่าวจนได้ความแน่ชัดว่าเจ้าของกระท่อมที่เกิดเหตุมั่วสุมและลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่น ในวันเกิดเหตุเมื่อพยานโจทก์กับพวกไปถึงกระท่อมได้เดินไปบริเวณด้านข้างกระท่อมได้พบวัยรุ่น ๒ คน ถึง ๓ คน วิ่งสวนออกมาจากกระท่อมและเมื่อมองเข้าไปในกระท่อมพบจำเลยซึ่งอยู่ในกระท่อมเพียงลำพังกำลังซุกซ่อนสิ่งของไว้ที่หัวเตียงจึงเข้าตรวจค้นก็พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เท่านั้น โดยโจทก์ไม่มีพยานนำสืบให้ชัดแจ้งว่า จำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนประการใดบ้าง ลำพังจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน ๑๓๐ เม็ด แล้วจะสันนิษฐานเอาเองว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นหาชอบไม่ เพราะการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาที่มีอัตราโทษสูงและจำเลยให้การปฏิเสธนั้น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนได้ความแน่ชัดปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๔ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๓๐ เม็ด ไว้ในครอบครองเท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิด ก็เป็นเพียงรายละเอียดจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อม มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามที่พิจารณาได้ความซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ในการตรวจค้นคดีนี้เป็นการตรวจค้นบ้านพักของประชาชนโดยไม่มีหมายค้นอันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้การตรวจค้นจับกุมอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีก ส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้ว จำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่น ๆ เพียงแต่อ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบเท่านั้น จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม), ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก ๓ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ (วิบูลย์ มีอาสา-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายศรันย์ พรหมสุรินทร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110831
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายศรันย์ พรหมสุรินทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046888"
    }
}
date
2546
deka_no
1167/2546
deka_running_no
1167
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465",
        "sections": [
            "ม. 66",
            "ม. 67"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 69",
            "ม. 120",
            "ม. 174"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวินัย เชาว์สุวรรณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๑๒ ปี ริบของกลาง คืนเงินสดแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๗ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่าก่อนไปทำการจับกุมจำเลยประมาณ ๑ สัปดาห์ได้สืบสวนหาข่าวจนได้ความแน่ชัดว่าเจ้าของกระท่อมที่เกิดเหตุมั่วสุมและลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่น ในวันเกิดเหตุเมื่อพยานโจทก์กับพวกไปถึงกระท่อมได้เดินไปบริเวณด้านข้างกระท่อมได้พบวัยรุ่น ๒ คน ถึง ๓ คน วิ่งสวนออกมาจากกระท่อมและเมื่อมองเข้าไปในกระท่อมพบจำเลยซึ่งอยู่ในกระท่อมเพียงลำพังกำลังซุกซ่อนสิ่งของไว้ที่หัวเตียงจึงเข้าตรวจค้นก็พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เท่านั้น โดยโจทก์ไม่มีพยานนำสืบให้ชัดแจ้งว่า จำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนประการใดบ้าง ลำพังจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน ๑๓๐ เม็ด แล้วจะสันนิษฐานเอาเองว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นหาชอบไม่ เพราะการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาที่มีอัตราโทษสูงและจำเลยให้การปฏิเสธนั้น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนได้ความแน่ชัดปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๔ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๓๐ เม็ด ไว้ในครอบครองเท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิด ก็เป็นเพียงรายละเอียดจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อม มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามที่พิจารณาได้ความซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้

ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ในการตรวจค้นคดีนี้เป็นการตรวจค้นบ้านพักของประชาชนโดยไม่มีหมายค้นอันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้การตรวจค้นจับกุมอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีก ส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้ว จำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่น ๆ เพียงแต่อ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบเท่านั้น จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม), ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก ๓ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000957.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546