คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2546 ฉบับเต็ม

#110843
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2546 นางดวงแข ทวีทรัพย์ โจทก์ นายวิเชียร ทวีทรัพย์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 คดีแรกโจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสแล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสินสมรสไปขายให้แก่ผู้มีชื่อในราคา 2,000,000 บาท ภายใน 1 เดือนแล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยถือว่าเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ศาลพิพากษาตามยอมต่อมาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ โดยอ้างว่าผู้ซื้อเปลี่ยนใจไม่ซื้อจึงมีการทำข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสกันใหม่ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสใหม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามข้อตกลงใหม่เป็นคดีที่สอง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความคดีแรกเป็นสัญญามีเงื่อนไขไม่สามารถสำเร็จผล อันมีผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตกไปไม่มีผลบังคับส่วนข้อตกลงจัดการสินสมรสกันใหม่เป็นสัญญาระหว่างสมรส เมื่อคู่สมรสบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสจึงเป็นอันสิ้นผล โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสเดียวกับที่ฟ้องคดีแรก ดังนี้ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมในคดีแรกเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีแรกได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรกอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท หากไม่ไปให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินตามฟ้องโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตั้งอยู่ที่ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย และจำเลยขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดแต่ขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดง ที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน แต่ขอให้นำสำเนาคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างหากไม่ไปให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังเช่นคดีนี้ แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ได้ฟ้องจำเลย ตามคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ย่อมแสดงว่าเงื่อนไขตามสัญญาไม่สำเร็จผล สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไป ไม่มีผลบังคับ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของ คำพิพากษาตามยอม เช่นนี้คำพิพากษาตามยอมเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นกัน ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่า คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นนั้นศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัย เหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์. (มานะ ศุภวิริยกุล-วิรัช ลิ้มวิชัย-สดศรี สัตยธรรม) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายทวีศักดิ์ บุญโสม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110843
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นายทวีศักดิ์ บุญโสม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสถิตย์ ไพเราะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048356"
    }
}
date
2546
deka_no
124/2546
deka_running_no
124
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "สดศรี สัตยธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางดวงแข ทวีทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิเชียร ทวีทรัพย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท หากไม่ไปให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินตามฟ้องโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตั้งอยู่ที่ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย และจำเลยขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดแต่ขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดง ที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน แต่ขอให้นำสำเนาคดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 21344 และ 21345 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างหากไม่ไปให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังเช่นคดีนี้ แล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม แต่ต่อมาภายหลังโจทก์ได้ฟ้องจำเลย ตามคดีหมายเลขแดงที่ 293/2540 ของศาลชั้นต้นและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เมื่อโจทก์จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ย่อมแสดงว่าเงื่อนไขตามสัญญาไม่สำเร็จผล สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไป ไม่มีผลบังคับ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของ คำพิพากษาตามยอม เช่นนี้คำพิพากษาตามยอมเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นกัน ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่า คดีหมายเลขแดงที่ 8/2539 ของศาลชั้นต้นนั้นศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัย เหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000970.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546