คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2546 ฉบับเต็ม

#110845
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2546 นายดรุณ โฮ่ลิ่ม กับพวก โจทก์ นางเถี้ยง คงจินดามุณี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1359 ป.วิ.พ. มาตรา 55 จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินมีโฉนดร่วมกับ จ. การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยกับ จ. ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 แม้โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้ฟ้อง จ. ด้วย ผลแห่งคดีย่อมต้องผูกพันถึง จ. โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้ ___________________________ โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น และให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง ๓ เมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางออกสู่ถนน สาธารณประโยชน์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้หลายทางกล่าวคือ ในปัจจุบันโจทก์ทั้งเจ็ดผ่านที่ดินซึ่งอยู่ห่างทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก-ในบ้าน และโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถออกสู่ทางสาธารณะซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดได้ นอกจากนี้โจทก์ทั้งเจ็ดยังสามารถผ่านทางพิพาทซึ่งกว้างประมาณ ๑ เมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก-ในบ้าน ได้อยู่แล้ว ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีสภาพเป็นที่ราบ ไม่มีบึง สระ ทะเลหรือภูเขาล้อมรอบ ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางจำเป็น โจทก์ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของ ที่ดินร่วมกับนายจำเริญ จันมณี แต่คดีจี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้อง เป็นทางจำเป็น ให้จำเลยเปิดทางพิพาทขนาดกว้าง ๒ เมตร ๓๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ในที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน โจทก์ทั้งเจ็ดไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ฟ้องนายจำเริญ จันมณี ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ร่วมกับนายจำเริญ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก?" ดังนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็น เจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ดังกล่าว ได้ให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทนนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้ว ผลแห่งคดีนี้แม้จำเลยเจ้าของรวม คนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึงนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่จำเป็นต้องฟ้อง นายจำเริญด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (จำรูญ แสนภักดี-ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-วสันต์ ตรีสุวรรณ) ศาลจังหวัดสงขลา - นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชวลิต สุจริตกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110845
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายชวลิต สุจริตกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046877"
    }
}
date
2546
deka_no
1249/2546
deka_running_no
1249
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1359"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายดรุณ โฮ่ลิ่ม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางเถี้ยง คงจินดามุณี"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น และให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง ๓ เมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางออกสู่ถนน สาธารณประโยชน์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้หลายทางกล่าวคือ ในปัจจุบันโจทก์ทั้งเจ็ดผ่านที่ดินซึ่งอยู่ห่างทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก-ในบ้าน และโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถออกสู่ทางสาธารณะซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดได้ นอกจากนี้โจทก์ทั้งเจ็ดยังสามารถผ่านทางพิพาทซึ่งกว้างประมาณ ๑ เมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก-ในบ้าน ได้อยู่แล้ว ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีสภาพเป็นที่ราบ ไม่มีบึง สระ ทะเลหรือภูเขาล้อมรอบ ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางจำเป็น โจทก์ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของ ที่ดินร่วมกับนายจำเริญ จันมณี แต่คดีจี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้อง เป็นทางจำเป็น ให้จำเลยเปิดทางพิพาทขนาดกว้าง ๒ เมตร ๓๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ในที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน โจทก์ทั้งเจ็ดไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ฟ้องนายจำเริญ จันมณี ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ร่วมกับนายจำเริญ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก?" ดังนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็น เจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ดังกล่าว ได้ให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทนนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้ว ผลแห่งคดีนี้แม้จำเลยเจ้าของรวม คนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึงนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่จำเป็นต้องฟ้อง นายจำเริญด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000957.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546