คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2546 ฉบับเต็ม

#110846
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2546 นายธีระกุล ศรีธัญรัตน์ โจทก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาธนาคารจำเลยใช้ชื่อนิติบุคคลที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดา ใช้ชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินโดยผู้แทนนิติบุคคลนั้นไม่ได้รับทราบ เก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้โดยออกสมุดเงินฝากให้แทน ทำรายการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าเพื่อซื้อตั๋วแลกเงินโดยลูกค้าไม่ได้ลงนามในใบถอนเงิน และนำส่วนต่างดอกเบี้ยจากการลงทุนในตั๋วแลกเงินของลูกค้าบางรายฝากเข้าบัญชีกองกลางของสาขา แม้การกระทำดังกล่าวของโจทก์จะได้รับความยินยอมจากลูกค้า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่ และยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยก็ตาม แต่ก็อาจเป็นเหตุให้ลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลยและจำเลยต้องจ่ายเงินให้ไป จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบทำงานของจำเลย เรื่อง วิธีปฏิบัติในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ข้อ 2.2 ที่กำหนดให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือน และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๗๐,๐๐๙.๐๘ บาท และค่าชดเชยจำนวน ๓๕๐,๐๔๙ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ในการปฏิบัติงานโจทก์จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระเบียบและคำสั่งของจำเลยโดยเคร่งครัดและสุจริต การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลเพียงพอที่สามารถหักล้าง ข้อกล่าวหาของจำเลยได้ คณะกรรมการสอบสวนจึงมีความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมและปฏิบัติงานฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงส่งผลให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงาน โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การกระทำ ของจำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าเสียหาย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน ๓๕๐,๐๔๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓ อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดา จากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบการทำงานของจำเลย เรื่อง วิธีปฏิบัติในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน อาจเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ เพราะหากลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลย จำเลยอาจต้องรับผิดจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากแก่ลูกค้า แม้ว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่จำเลยเนื่องจากโจทก์กระทำไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าและเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม ก็ต้องถือว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ส่วนที่ฝ่ายตรวจสอบ ของจำเลยทำการตรวจสอบกิจการสาขาศรีสะเกษทุกปี แต่ไม่มีข้อทักท้วงหรือตำหนิการกระทำของโจทก์แต่อย่างใดนั้น ก็เป็นกรณีการตรวจสอบเฉพาะเรื่องการจำหน่ายตั๋วแลกเงินให้แก่ลูกค้าซึ่งอ้างว่าเป็นนิติบุคคลแต่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจริงเท่านั้น หาใช่กรณีตรวจสอบเรื่องที่โจทก์ออกสมุดเงินฝากให้ลูกค้ายึดถือแทนใบลงรับอันจะถือเป็นเหตุว่าจำเลยมิได้นับว่าการกระทำของโจทก์ในกรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องร้ายแรงแต่อย่างใดไม่ จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด. (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลแรงงานกลาง - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110846
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046661"
    }
}
date
2546
deka_no
1389/2546
deka_running_no
1389
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 583"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 119 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธีระกุล ศรีธัญรัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๗๐,๐๐๙.๐๘ บาท และค่าชดเชยจำนวน ๓๕๐,๐๔๙ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ในการปฏิบัติงานโจทก์จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระเบียบและคำสั่งของจำเลยโดยเคร่งครัดและสุจริต การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลเพียงพอที่สามารถหักล้าง ข้อกล่าวหาของจำเลยได้ คณะกรรมการสอบสวนจึงมีความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมและปฏิบัติงานฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงส่งผลให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงาน โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การกระทำ ของจำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าเสียหาย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน ๓๕๐,๐๔๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓ อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลยทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้าบุคคลธรรมดา จากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบการทำงานของจำเลย เรื่อง วิธีปฏิบัติในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน อาจเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ เพราะหากลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลย จำเลยอาจต้องรับผิดจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากแก่ลูกค้า แม้ว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่จำเลยเนื่องจากโจทก์กระทำไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าและเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยที่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม ก็ต้องถือว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว ส่วนที่ฝ่ายตรวจสอบ ของจำเลยทำการตรวจสอบกิจการสาขาศรีสะเกษทุกปี แต่ไม่มีข้อทักท้วงหรือตำหนิการกระทำของโจทก์แต่อย่างใดนั้น ก็เป็นกรณีการตรวจสอบเฉพาะเรื่องการจำหน่ายตั๋วแลกเงินให้แก่ลูกค้าซึ่งอ้างว่าเป็นนิติบุคคลแต่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจริงเท่านั้น หาใช่กรณีตรวจสอบเรื่องที่โจทก์ออกสมุดเงินฝากให้ลูกค้ายึดถือแทนใบลงรับอันจะถือเป็นเหตุว่าจำเลยมิได้นับว่าการกระทำของโจทก์ในกรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องร้ายแรงแต่อย่างใดไม่ จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000955.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546