คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546 ฉบับเต็ม

#110854
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546 นางอวยพร เพชรไทย โจทก์ จ่าสิบเอกวีระชน เพชรไทย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1522, มาตรา 1564, มาตรา 1598/38, มาตรา 1598/41 ป.วิ.พ. มาตรา 59 สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยที่ ๑ หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์คือเด็กหญิงกนกพรรณและเด็กชายธนรัชต์ เพชรไทย อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ ๑ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กับให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในชั้นประถมศึกษาคนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ในชั้นมัธยมศึกษาคนละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรทั้งสองมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ ๒ และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย โดยที่จำเลยที่ ๑ ยังมิได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์? กรณีจำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรทั้งสองเพียงใดนั้น วินิจฉัยว่าตามใบแจ้งการหักเงินเดือนเอกสารหมาย ล. ๑ แผ่นที่ ๕ ฉบับลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินเดือน ๑๔,๓๒๕ บาท ถูกหักค่าสหกรณ์จำนวน ๗,๐๐๔.๖๓ บาท และหักอย่างอื่นอีก คงเหลือเงินเดือนที่ได้รับ ๖,๖๓๐.๓๗ บาท แม้จะยังเหลือหนี้เงินต้นอยู่อีก ๑๐๓,๘๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงมีเงินค่าหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเงิน ๖๓,๐๕๐ บาท ทั้งจำเลยที่ ๑ ก็เบิกความยอมรับว่ามิได้จ่ายเงินช่วยเหลือโจทก์และบุตรทั้งสองมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๑ ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนพึงจะได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ ๒,๕๐๐ บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองต่อไปเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สมชัย เกษชุมพล-อำนวย เต้พันธ์-จิระวรรณ ศิริบุตร) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนก - นางสิรพร กำเงิน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอิศเรศ ชัยรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110854
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนก",
        "judge": "นางสิรพร กำเงิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอิศเรศ ชัยรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045284"
    }
}
date
2546
deka_no
3596/2546
deka_running_no
3596
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย เกษชุมพล",
    "อำนวย เต้พันธ์",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1522",
            "ม. 1564",
            "ม. 1598/38",
            "ม. 1598/41"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 59"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอวยพร เพชรไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จ่าสิบเอกวีระชน เพชรไทย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และจำเลยที่ ๑ หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์คือเด็กหญิงกนกพรรณและเด็กชายธนรัชต์ เพชรไทย อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ ๑ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กับให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในชั้นประถมศึกษาคนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน ในชั้นมัธยมศึกษาคนละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรทั้งสองมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ ๒ และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย โดยที่จำเลยที่ ๑ ยังมิได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์? กรณีจำเลยที่ ๑ ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรทั้งสองเพียงใดนั้น วินิจฉัยว่าตามใบแจ้งการหักเงินเดือนเอกสารหมาย ล. ๑ แผ่นที่ ๕ ฉบับลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ได้รับเงินเดือน ๑๔,๓๒๕ บาท ถูกหักค่าสหกรณ์จำนวน ๗,๐๐๔.๖๓ บาท และหักอย่างอื่นอีก คงเหลือเงินเดือนที่ได้รับ ๖,๖๓๐.๓๗ บาท แม้จะยังเหลือหนี้เงินต้นอยู่อีก ๑๐๓,๘๐๐ บาท แต่จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงมีเงินค่าหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเงิน ๖๓,๐๕๐ บาท ทั้งจำเลยที่ ๑ ก็เบิกความยอมรับว่ามิได้จ่ายเงินช่วยเหลือโจทก์และบุตรทั้งสองมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๑ ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนพึงจะได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ ๒,๕๐๐ บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองต่อไปเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000943.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546