คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2546 ฉบับเต็ม

#110877
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2546 นายสุวิทย์ ภู่สุวรรณรัตน์ โจทก์ นายสุรเชษฐ์ มุ่งสวัสดิ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27 จำเลยขอเลื่อนคดีมาแล้ว 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นได้อนุญาต และนัดสืบพยานโจทก์เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งจำเลยทราบ ล่วงหน้าแล้วว่า ในวันนั้นตนจะไม่มีทนายความต่อสู้คดีให้ แต่ก็มิได้ร้องขอเลื่อนคดี เพียงให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอถอนทนายเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบและสั่งงดสืบพยานจำเลยพร้อมมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดี วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา ส่วนทนายจำเลยที่ ๑ มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อรับทราบในคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต และสืบพยานโจทก์จนหมดพยานโจทก์โดยให้ งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ และมีคำพิพากษาในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้สืบพยานโจทก์และงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุผิดระเบียบจะเพิกถอนกระบวนพิจารณา ทั้งศาลได้พิพากษาคดีนี้แล้ว ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ต้องกระทำก่อนศาลมีคำพิพากษา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ที่ผิดระเบียบดังกล่าวข้างต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทนายจำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนคดีมาแล้วสองครั้งซึ่งศาลชั้นต้นได้อนุญาตและศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่สามวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เวลา ๙ นาฬิกา ซึ่งจำเลยที่ ๑ ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ในวันดังกล่าวคงมีแต่ฝ่ายโจทก์มาศาล ฝ่ายจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่า ทนายจำเลยที่ ๑ ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมาศาล และยื่นคำร้องของทนายจำเลยที่ ๑ ขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อทราบเรื่องการถอนตัวของทนายจำเลยที่ ๑ ไว้ในคำร้องดังกล่าวแล้ว อันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้าแล้วว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ใน วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ จะไม่มีทนายความต่อสู้คดีให้ ชอบที่จำเลยที่ ๑ จะต้องแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนหรืออย่างน้อยตัวจำเลยที่ ๑ เองก็น่าจะต้องมาศาลเพื่อแถลงขอเลื่อนคดีไปก่อน ทั้งตามคำร้องขอถอนทนายของจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ร้องขอเลื่อนคดีมาด้วย กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจขอเลื่อนคดี หาใช่ว่าเป็นกรณีที่ถือได้ว่าคำร้องขอถอนทนายดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอเลื่อนคดีอยู่ในตัวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวส่อไปในทางประวิงคดี ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบและถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจสืบพยานโดยสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ พร้อมกับมีคำพิพากษาในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ. (ดวงมาลย์ ศิลปอาชา-สมชาย จุลนิติ์-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลจังหวัดหล่มสัก - นายปลื้ม นวลนิ่ม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางนวลน้อย ผลทวี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110877
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหล่มสัก",
        "judge": "นายปลื้ม นวลนิ่ม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นางนวลน้อย ผลทวี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045979"
    }
}
date
2546
deka_no
1938/2546
deka_running_no
1938
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ดวงมาลย์ ศิลปอาชา",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุวิทย์ ภู่สุวรรณรัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรเชษฐ์ มุ่งสวัสดิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน

จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดี

วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา ส่วนทนายจำเลยที่ ๑ มอบฉันทะให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อรับทราบในคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต และสืบพยานโจทก์จนหมดพยานโจทก์โดยให้ งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ และมีคำพิพากษาในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้สืบพยานโจทก์และงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุผิดระเบียบจะเพิกถอนกระบวนพิจารณา ทั้งศาลได้พิพากษาคดีนี้แล้ว ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ต้องกระทำก่อนศาลมีคำพิพากษา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เพิกถอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ที่ผิดระเบียบดังกล่าวข้างต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทนายจำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนคดีมาแล้วสองครั้งซึ่งศาลชั้นต้นได้อนุญาตและศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่สามวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เวลา ๙ นาฬิกา ซึ่งจำเลยที่ ๑ ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ในวันดังกล่าวคงมีแต่ฝ่ายโจทก์มาศาล ฝ่ายจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่า ทนายจำเลยที่ ๑ ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายมาศาล และยื่นคำร้องของทนายจำเลยที่ ๑ ขอถอนตัวจากการเป็นทนายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อทราบเรื่องการถอนตัวของทนายจำเลยที่ ๑ ไว้ในคำร้องดังกล่าวแล้ว อันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้าแล้วว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ใน วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ จะไม่มีทนายความต่อสู้คดีให้ ชอบที่จำเลยที่ ๑ จะต้องแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนหรืออย่างน้อยตัวจำเลยที่ ๑ เองก็น่าจะต้องมาศาลเพื่อแถลงขอเลื่อนคดีไปก่อน ทั้งตามคำร้องขอถอนทนายของจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ร้องขอเลื่อนคดีมาด้วย กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจขอเลื่อนคดี หาใช่ว่าเป็นกรณีที่ถือได้ว่าคำร้องขอถอนทนายดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอเลื่อนคดีอยู่ในตัวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ วินิจฉัยไม่ พฤติการณ์ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวส่อไปในทางประวิงคดี ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบและถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจสืบพยานโดยสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ พร้อมกับมีคำพิพากษาในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000949.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546