คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2545 ฉบับเต็ม

#110893
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2545 พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท โจทก์ นายประหยัด แสงสะคล้อ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 290 วรรคหนึ่ง, มาตรา 295, มาตรา 288 ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย, มาตรา 212, มาตรา 225, มาตรา 227 วรรคหนึ่ง คำให้การชั้นสอบสวนของพยาน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีประกอบข้อพิจารณาของศาล เมื่อคำให้การชั้นสอบสวนของ ส. และ ว. สอดคล้องตรงกับคำให้การของ ข. ประจักษ์พยานโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้นยิงฆ่าผู้ตาย จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา 295 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๒๘๘ , ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๓๗ (ที่ถูกมาตรา ๓๗๑ , ๙๑) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ วรรคสาม , ๗๒ ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำเลยที่ ๑ จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (๓) (ที่ถูกมาตรา ๙๑ (๓)) จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๕ , ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ กระทำในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุ จึงยังใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุ น่าเชื่อว่านางสำรวยและนายวิเชียรให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริงที่รู้เห็นโดยยังไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไป พนักงานสอบสวนจึงบันทึกและให้นางสำรวยกับนายวิเชียรลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน ร้อยตำรวจโท มนตรี แก้วสุริยะ และพันตำรวจโท ประสิทธิ์ ปั้นใด พนักงานสอบสวนผู้บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ ต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักผู้ตายและจำเลยทั้งสาม ไม่มีเหตุผลใดที่จะร่วมกันบันทึกคำให้การของพยานให้แตกต่างไปจากที่พยานให้การเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสาม การที่นางสำรวยและนายวิเชียรมาเบิกความในชั้นพิจารณาว่าไม่เห็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในที่เกิดเหตุ และไม่เห็นจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายโดยพยายามบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงว่า ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุขณะมีการทำร้ายและยิงผู้ตายนั้นไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เพราะนางสำรวยและนายวิเชียรมีบ้านใกล้กับบ้านนางขันจอกและผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุร่วมไปสรงน้ำพระมาด้วยกันแล้วกลับมานั่งพูดคุยกันที่แคร่ไม้บ้านนายวิเชียร เมื่อนางขันจอกเห็นผู้ตายถูกจำเลยทั้งสามรุมทำร้ายก็ร้องขอความช่วยเหลือจากนางสำรวยและนายวิเชียร แสดงว่าต่างมีความผูกพันสนิทสนมกัน ซึ่งตามวิสัยของบุคคลผู้มีความผูกพันกันดังกล่าวย่อมจะต้องรีบไปดูตรงที่เกิดเหตุตามเสียงเรียกของนางขันจอกดังที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงรับฟังเป็นความจริงได้ ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของพยานกรณีเช่นนี้ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีประกอบข้อพิจารณาของศาล เมื่อคำให้การชั้นสอบสวนของนางสำรวยและนายวิเชียรสอดคล้องตรงกับคำให้การของนางขันจอกประจักษ์พยานโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงฆ่าผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รู้ว่าจำเลยที่ ๑ มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้น จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๕ ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑. (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ศาลจังหวัดชัยนาท - นายธีรพงศ์ ฟักเงิน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมบัติ อรรถพิมล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110893
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยนาท",
        "judge": "นายธีรพงศ์ ฟักเงิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสมบัติ อรรถพิมล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056312"
    }
}
date
2545
deka_no
1335/2545
deka_running_no
1335
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 290 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 295",
            "ม. 288"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคท้าย",
            "ม. 212",
            "ม. 225",
            "ม. 227 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประหยัด แสงสะคล้อ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๒๘๘ , ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๓๗ (ที่ถูกมาตรา ๓๗๑ , ๙๑) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ วรรคสาม , ๗๒ ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำเลยที่ ๑ จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (๓) (ที่ถูกมาตรา ๙๑ (๓)) จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๕ , ๘๓ จำคุกคนละ ๒ ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ กระทำในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุ จึงยังใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุ น่าเชื่อว่านางสำรวยและนายวิเชียรให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความจริงที่รู้เห็นโดยยังไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไป พนักงานสอบสวนจึงบันทึกและให้นางสำรวยกับนายวิเชียรลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน ร้อยตำรวจโท มนตรี แก้วสุริยะ และพันตำรวจโท ประสิทธิ์ ปั้นใด พนักงานสอบสวนผู้บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ ต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักผู้ตายและจำเลยทั้งสาม ไม่มีเหตุผลใดที่จะร่วมกันบันทึกคำให้การของพยานให้แตกต่างไปจากที่พยานให้การเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสาม การที่นางสำรวยและนายวิเชียรมาเบิกความในชั้นพิจารณาว่าไม่เห็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในที่เกิดเหตุ และไม่เห็นจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายโดยพยายามบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงว่า ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุขณะมีการทำร้ายและยิงผู้ตายนั้นไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เพราะนางสำรวยและนายวิเชียรมีบ้านใกล้กับบ้านนางขันจอกและผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุร่วมไปสรงน้ำพระมาด้วยกันแล้วกลับมานั่งพูดคุยกันที่แคร่ไม้บ้านนายวิเชียร เมื่อนางขันจอกเห็นผู้ตายถูกจำเลยทั้งสามรุมทำร้ายก็ร้องขอความช่วยเหลือจากนางสำรวยและนายวิเชียร แสดงว่าต่างมีความผูกพันสนิทสนมกัน ซึ่งตามวิสัยของบุคคลผู้มีความผูกพันกันดังกล่าวย่อมจะต้องรีบไปดูตรงที่เกิดเหตุตามเสียงเรียกของนางขันจอกดังที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ. ๑ และ จ. ๔ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงรับฟังเป็นความจริงได้ ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของพยานกรณีเช่นนี้ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีประกอบข้อพิจารณาของศาล เมื่อคำให้การชั้นสอบสวนของนางสำรวยและนายวิเชียรสอดคล้องตรงกับคำให้การของนางขันจอกประจักษ์พยานโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตาย และจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนสั้นยิงฆ่าผู้ตายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้ตายและปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รู้ว่าจำเลยที่ ๑ มีอาวุธปืนไปด้วย ฉะนั้น จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายต้องรับผิดฐานฆ่าผู้ตายเป็นการเฉพาะตัว ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ทำร้ายผู้ตายมาแต่ต้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง มิใช่มีความผิดตามมาตรา ๒๙๕ ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงแก้ไขเพียงปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001039.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545