คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715/2546 ฉบับเต็ม

#110946
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715/2546 ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจเจริญทรานสปอร์ท โจทก์ นางสาวอรุณพร เฮงประเสริฐ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 425 ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 131, มาตรา 235, มาตรา 247 ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่ ป. กระทำต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างของ ป. โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ว่า ป. เป็นลูกจ้างของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลย จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยดังกล่าวแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 889,061 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 827,034 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายประสิทธิ์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้าง เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุนายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยจนเกิดเหตุชนกับรถของโจทก์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่ว่า เหตุละเมิดเกิดจากฝ่ายจำเลยหรือไม่ และโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด อันเกี่ยวพันกับทุนทรัพย์ในการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป จึงเห็นสมควรส่งสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์จำเลย แต่ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปศาลฎีกาเพื่อพิจารณาฎีกาจำเลยฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดมีนายประสิทธิ์กระทำต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างของนายประสิทธิ์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ว่า นายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างของจำเลย กระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลย เมื่อจำเลยก็ให้การและนำสืบปฏิเสธความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นนี้ การที่พยานหลักฐานของโจกท์รับฟังไม่ได้ว่านายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างและได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดของนายประสิทธิ์ต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยดังกล่าวแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2544 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายปริญญา อิทธิวิกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชาติชาย อัครวิบูลย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110946
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสีคิ้ว",
        "judge": "นายปริญญา อิทธิวิกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายชาติชาย อัครวิบูลย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045064"
    }
}
date
2546
deka_no
3715/2546
deka_running_no
3715
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 425"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 131",
            "ม. 235",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจเจริญทรานสปอร์ท"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวอรุณพร เฮงประเสริฐ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 889,061 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 827,034 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายประสิทธิ์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้าง เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุนายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยจนเกิดเหตุชนกับรถของโจทก์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่ว่า เหตุละเมิดเกิดจากฝ่ายจำเลยหรือไม่ และโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด อันเกี่ยวพันกับทุนทรัพย์ในการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป จึงเห็นสมควรส่งสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2544

ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์จำเลย แต่ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปศาลฎีกาเพื่อพิจารณาฎีกาจำเลยฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดมีนายประสิทธิ์กระทำต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างของนายประสิทธิ์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ว่า นายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างของจำเลย กระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลย เมื่อจำเลยก็ให้การและนำสืบปฏิเสธความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นนี้ การที่พยานหลักฐานของโจกท์รับฟังไม่ได้ว่านายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างและได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดของนายประสิทธิ์ต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยดังกล่าวแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2544 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000941.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546