คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2546 ฉบับเต็ม

#110948
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2546 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ ว่าที่ร้อยตรีวันชาติ ศรีโคกกรวด จำเลย พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, มาตรา 24 วรรคหนึ่ง, มาตรา 57 แม้ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลและความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาล จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน แต่กฎหมายได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีทั้งสองแยกจากกัน ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง หลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ ซึ่งหากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ , ๑๖ , ๒๔ , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาล จำคุก ๒ เดือน และฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก ๒ เดือน รวมจำคุก ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลเพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยกระทำเป็นปกติธุระ และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาล และจำเลยประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยทำการตรวจโรค บำบัดโรคและทำการฉีดยารักษาโรคเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาการพยาบาลนั้น เป็นการยากแก่ทางราชการที่จะทำการควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานพยาบาลของจำเลย และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้ที่ไปใช้บริการในสถานพยาบาลดังกล่าวได้ ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยทราบแล้วไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๕๓๑/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้พิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด ๓ ปี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่เข็ดหลาบ และไม่ใส่ใจในโอกาสที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกครั้ง และโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นก็นับว่าสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลนั้น ไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีดังกล่าวไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา ๕๗ ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๕๗ กระทงหนึ่ง และมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓. (ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-วสันต์ ตรีสุวรรณ-สมบัติ อรรถพิมล) ศาลแขวงนครราชสีมา - นายประสาร กีรานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110948
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครราชสีมา",
        "judge": "นายประสาร กีรานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044934"
    }
}
date
2546
deka_no
3863/2546
deka_running_no
3863
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "สมบัติ อรรถพิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 16 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 24 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 57"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ว่าที่ร้อยตรีวันชาติ ศรีโคกกรวด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ , ๑๖ , ๒๔ , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาล จำคุก ๒ เดือน และฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก ๒ เดือน รวมจำคุก ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลเพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยกระทำเป็นปกติธุระ และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาล และจำเลยประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยทำการตรวจโรค บำบัดโรคและทำการฉีดยารักษาโรคเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาการพยาบาลนั้น เป็นการยากแก่ทางราชการที่จะทำการควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานพยาบาลของจำเลย และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้ที่ไปใช้บริการในสถานพยาบาลดังกล่าวได้ ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยทราบแล้วไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๕๓๑/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้พิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด ๓ ปี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่เข็ดหลาบ และไม่ใส่ใจในโอกาสที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกครั้ง และโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นก็นับว่าสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลนั้น ไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีดังกล่าวไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา ๕๗ ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๕๗ กระทงหนึ่ง และมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000940.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546