คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2546 ฉบับเต็ม

#110950
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2546 นายสรพจน์ เกษมวัฒนาโรจน์ โจทก์ นายอรรถพงษ์ วุฒาพาณิชย์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง, มาตรา 156 จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนยากจนจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2545 และศาลชั้นต้นได้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่แล้ว การที่จำเลยกลับมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545 ขอให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีก ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗,๐๐๗,๖๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน ๑,๔๖๘,๖๗๗.๖๓ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มิได้ยากจนจริง ให้ยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย และให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง ต่อมาวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีก ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่กระทำได้เมื่อศาลมีคำสั่งขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาที่ยื่นต่อศาลในครั้งแรก เมื่อจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ และศาลมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่อีก จึงให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ก็ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ และศาลชั้นต้นได้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่แล้ว การที่จำเลยกลับมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ ขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่อีกในประเด็นเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้. (ชวลิต ยอดเณร-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายอนุสรณ์ จิวธนากุล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - อ่านไม่ออก แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
110950
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายอนุสรณ์ จิวธนากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "อ่านไม่ออก"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044699"
    }
}
date
2546
deka_no
4005/2546
deka_running_no
4005
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 156"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสรพจน์ เกษมวัฒนาโรจน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอรรถพงษ์ วุฒาพาณิชย์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗,๐๐๗,๖๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน ๑,๔๖๘,๖๗๗.๖๓ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มิได้ยากจนจริง ให้ยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย และให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง ต่อมาวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีก ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่กระทำได้เมื่อศาลมีคำสั่งขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาที่ยื่นต่อศาลในครั้งแรก เมื่อจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ และศาลมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่อีก จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ก็ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ และศาลชั้นต้นได้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่แล้ว การที่จำเลยกลับมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ ขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่อีกในประเด็นเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000938.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546