คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4801/2546 ฉบับเต็ม

#111012
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4801/2546 นางสาวคูณศิลป์ ภูอาบอ่อน โจทก์ นางชวน ภูตะวัน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 138, มาตรา 145, มาตรา 148 คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้อาศัยออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์จะโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลย ส่วนจำเลยจะให้เงินโจทก์ 600,000 บาท และระบุวันรับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินไว้ หากฝ่ายใดผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที แต่จำเลยผิดนัด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ สภาพข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีเดิมคือ จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไป แต่เมื่อโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอม ข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้อง คำให้การ และฟ้องแย้งได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม จำเลยจึงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิขอบังคับคดีให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท ในคดีดังกล่าว แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมซึ่งจำเลยผิดสัญญา และเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยนอกเหนือจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม คดีทั้งสองจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่างกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๗๓ ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และห้ามมิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แต่ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทเดียวกันกับคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยเข้าอยู่อาศัย แต่ต่อมาไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัยอีกต่อไป แจ้งให้จำเลยออกไป จำเลยไม่ยอมออก จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ ตามฟ้องให้แก่จำเลยโดยจำเลยยินยอมชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยตกลงจะไปโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ หากฝ่ายใดผิดสัญญาให้บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นได้ว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีดังกล่าวก็คือ จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์ตามฟ้อง แล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ได้แจ้งให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยไม่ยอมออก และมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปกับใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันดังกล่าวและศาลพิพากษาตามยอม ข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม โจทก์จำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จำเลยจึงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอบังคับคดีให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ในคดีดังกล่าว แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยผิดสัญญาและเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยนอกเหนือจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม คำฟ้องคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่างกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๗๓ ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๔,๕๐๐ บาท. (สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-สุวิทย์ นรนุตกุล-สิทธิชัย รุ่งตระกูล) ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายวิโรจน์ มณีธนวรรณ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
111012
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปทุมธานี",
        "judge": "นายวิโรจน์ มณีธนวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044360"
    }
}
date
2546
deka_no
4801/2546
deka_running_no
4801
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "สุวิทย์ นรนุตกุล",
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138",
            "ม. 145",
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวคูณศิลป์ ภูอาบอ่อน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางชวน ภูตะวัน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๗๓ ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และห้ามมิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แต่ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทเดียวกันกับคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยเข้าอยู่อาศัย แต่ต่อมาไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัยอีกต่อไป แจ้งให้จำเลยออกไป จำเลยไม่ยอมออก จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ ตามฟ้องให้แก่จำเลยโดยจำเลยยินยอมชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยตกลงจะไปโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ หากฝ่ายใดผิดสัญญาให้บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นได้ว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีดังกล่าวก็คือ จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์ตามฟ้อง แล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ได้แจ้งให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยไม่ยอมออก และมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปกับใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันดังกล่าวและศาลพิพากษาตามยอม ข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม โจทก์จำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จำเลยจึงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอบังคับคดีให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ในคดีดังกล่าว แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยผิดสัญญาและเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยนอกเหนือจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม คำฟ้องคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่างกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๗๓ ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๔,๕๐๐ บาท.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000935.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546