คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073 -ที่ 5097/2546 ฉบับเต็ม

#111014
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073 - 5097/2546 นายมาโนช ชาวบางน้อย กับพวก โจทก์ บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา 575 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 เดิมโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัยและผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยจึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ทั้งสอง แม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้าง หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณ เงินสะสมที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าคนนั้น เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสะสมตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งยี่สิบห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม หากไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ ขอให้ใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย เงินสะสม เงินสมทบเงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และคืนเงินประกันความเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนตามรายละเอียดในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน จำเลยทั้งยี่สิบห้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๑๐ และที่ ๑๒ ถึงที่ ๒๕ แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๓ ให้จำเลยจ่ายเงินสะสมให้โจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อแต่เดิมโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ เคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัย และผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยเท่านั้น จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำสั่งของจำเลยแม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้างหรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น? อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้านั้น เห็นว่า แม้เงินสะสมดังกล่าวจะเป็นเงินที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จำเลยต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) มาตรา ๒๔๖ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
111014
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายชวลิต ธรรมฤาชุ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044158"
    }
}
date
2546
deka_no
5097/2546
deka_running_no
5097
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 575"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 9 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 20"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายมาโนช ชาวบางน้อย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งยี่สิบห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม หากไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ ขอให้ใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย เงินสะสม เงินสมทบเงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และคืนเงินประกันความเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนตามรายละเอียดในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งยี่สิบห้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๑๐ และที่ ๑๒ ถึงที่ ๒๕ แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๓ ให้จำเลยจ่ายเงินสะสมให้โจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อแต่เดิมโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ เคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัย และผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยเท่านั้น จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำสั่งของจำเลยแม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้างหรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น?

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้านั้น เห็นว่า แม้เงินสะสมดังกล่าวจะเป็นเงินที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จำเลยต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) มาตรา ๒๔๖ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000933.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073 -
year
2546