คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7102/2545 ฉบับเต็ม

#111016
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7102/2545 นาวาโทประสานหรือประสานจิตร สุจรรยาหรือสุจรรยาทวี กับพวก โจทก์ นายสมเจตน์ ทิณพงษ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 157 ป.วิ.อ. มาตรา 185, มาตรา 215 ในคดีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. แม้โจทก์อุทธรณ์เพียงประการเดียวว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน และศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต่อไปได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ , ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสองรับฟังได้ว่า จำเลยในฐานะผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทในกลุ่มอิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ถมทะเลเป็นแนวยาวหน้าชายหาดทรายทองซึ่งอยู่หน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทั้งเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ หลังจากนั้นปรากฏว่ากระแสน้ำกัดเซาะชายหาดหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสอง น้ำไม่ไหลเวียนหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองและน้ำเสียจากน้ำทิ้งของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมาอยู่หน้าที่ดินโจทก์ทั้งสอง สำหรับที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมไม่มีอำนาจยกปัญหาว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ขึ้นเป็นเหตุยกฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาดังอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ก็ย่อมมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก พิพากษายืน. (ประชา ประสงค์จรรยา-องอาจ โรจนสุพจน์-ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ) ศาลจังหวัดระยอง - นายเกียรติคุณ แม้นเลขา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมชาย พันธุมะโอภาส แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
111016
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดระยอง",
        "judge": "นายเกียรติคุณ แม้นเลขา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสมชาย พันธุมะโอภาส"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048691"
    }
}
date
2545
deka_no
7102/2545
deka_running_no
7102
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ภคพงษ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185",
            "ม. 215"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาวาโทประสานหรือประสานจิตร สุจรรยาหรือสุจรรยาทวี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมเจตน์ ทิณพงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ , ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสองรับฟังได้ว่า จำเลยในฐานะผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทในกลุ่มอิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ถมทะเลเป็นแนวยาวหน้าชายหาดทรายทองซึ่งอยู่หน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทั้งเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ หลังจากนั้นปรากฏว่ากระแสน้ำกัดเซาะชายหาดหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสอง น้ำไม่ไหลเวียนหน้าที่ดินโจทก์ทั้งสองและน้ำเสียจากน้ำทิ้งของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมาอยู่หน้าที่ดินโจทก์ทั้งสอง สำหรับที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมไม่มีอำนาจยกปัญหาว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ขึ้นเป็นเหตุยกฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาดังอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะจึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ก็ย่อมมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000973.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545