คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2546 ฉบับเต็ม

#112037
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2631/2546 ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้อง นายถาวร บุญประเสริฐ กับพวก จำเลย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการฯ มาตรา 1, มาตรา 2, มาตรา 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ข้อ 1 , 2 , 5 ได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โจทก์จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพของโจทก์ หากโจทก์ไม่เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ถือว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผล เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงยังไม่อาจโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพตามประกาศดังกล่าว แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน 90 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว การที่โจทก์โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์แล้วจึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะเกินกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่ ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดบางส่วน ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ และได้มีพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ต่อมาวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ โจทก์ทำสัญญาขายหรือโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่เหนือลูกหนี้ของโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งหลักประกันให้แก่ผู้ร้องเพื่อบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งมีสิทธิเรียกร้องในคดีนี้รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสาม จำเลยที่ ๒ ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับโจทก์มิได้ดำเนินการโอนกิจการตามโครงการโอนสินทรัพย์และหนี้สินตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินภายใน ๙๐ วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประกาศกระทรวงการคลัง การโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงสิ้นผล ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่โจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้น ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ประกาศกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย ร. ๙ ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะถือว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศดังกล่าวสิ้นผลไปหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามเอกสารหมาย ร. ๙ ข้อ ๑. ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีรายละเอียดดังนี้ (๑) ให้ดำเนินการโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีรวมทั้งเงินฝากและเจ้าหนี้สามัญให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เร่งดำเนินการและดูแลให้การโอนลูกหนี้และเจ้าหนี้นั้นให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่พึงได้โดยครบถ้วน?" ส่วนข้อ ๒ ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ มีรายละเอียดดังนี้ (๑) ให้ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว (๒) เมื่อจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เสร็จแล้ว ให้ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ทันที" และข้อ ๕ ระบุว่า "กำหนดระยะเวลาการให้ความเห็นชอบ หากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการนี้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ถือว่าการให้ความเห็นชอบตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผล" เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แยกออกจากกัน เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นก็ไม่สามารถรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพจากโจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน ๙๐ วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์และโจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะพ้นกำหนดเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-ชวลิต ยอดเณร-ประเสริฐ เขียนนิลศิริ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางจันทิมา บำรุงศักดิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112037
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางจันทิมา บำรุงศักดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045857"
    }
}
date
2546
deka_no
2631/2546
deka_running_no
2631
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "ประเสริฐ เขียนนิลศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการฯ",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการฯ",
        "sections": [
            "ม. 1",
            "ม. 2",
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายถาวร บุญประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดบางส่วน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งระงับการดำเนินกิจการของโจทก์ และได้มีพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ต่อมาวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ โจทก์ทำสัญญาขายหรือโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่เหนือลูกหนี้ของโจทก์ทั้งหมดรวมทั้งหลักประกันให้แก่ผู้ร้องเพื่อบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนซึ่งมีสิทธิเรียกร้องในคดีนี้รวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับโจทก์มิได้ดำเนินการโอนกิจการตามโครงการโอนสินทรัพย์และหนี้สินตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินภายใน ๙๐ วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประกาศกระทรวงการคลัง การโอนสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงสิ้นผล ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิของโจทก์

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่โจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้องเมื่อพ้น ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ประกาศกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย ร. ๙ ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะถือว่าการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศดังกล่าวสิ้นผลไปหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามเอกสารหมาย ร. ๙ ข้อ ๑. ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีรายละเอียดดังนี้

(๑) ให้ดำเนินการโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีรวมทั้งเงินฝากและเจ้าหนี้สามัญให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เร่งดำเนินการและดูแลให้การโอนลูกหนี้และเจ้าหนี้นั้นให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่พึงได้โดยครบถ้วน?"

ส่วนข้อ ๒ ระบุว่า "การโอนกิจการบางส่วนของธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ มีรายละเอียดดังนี้

(๑) ให้ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

(๒) เมื่อจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เสร็จแล้ว ให้ธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ทันที"

และข้อ ๕ ระบุว่า "กำหนดระยะเวลาการให้ความเห็นชอบ หากธนาคารกรุงเทพ ฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการนี้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ถือว่าการให้ความเห็นชอบตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผล" เห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้ระบุชัดแจ้งให้โจทก์โอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับให้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แยกออกจากกัน เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นก็ไม่สามารถรับโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพจากโจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ได้เริ่มโอนลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายใน ๙๐ วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้เริ่มดำเนินการโอนกิจการตามโครงการดังกล่าวตามความมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้แล้ว หลังจากนั้นเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์และโจทก์ได้โอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง จึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่องกันซึ่งแม้จะพ้นกำหนดเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็หาเป็นผลให้การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศนี้สิ้นผลไปไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000948.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546