คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2546 ฉบับเต็ม

#112366
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2546 นายศักดา ณรงค์ โจทก์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 254, มาตรา 255 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, มาตรา 58 คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 254 , 255 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 ซึ่งเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด เหตุที่อ้างว่าคำสั่งพักงานทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งพักงานเกือบ 7 เดือน ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับพิจารณาแต่งตั้งเพราะโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง 5 เรื่อง ประกอบกับคำขอคุ้มครองชั่วคราวตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อน การยื่นคำขอก็ล่วงเลยเวลาอันควร หากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เช่นกัน จึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 มาใช้ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เพิกถอนมติในการประชุมครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้างค้างจ่ายรวม ๘๕๘,๖๒๕.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงาน กับให้ชำระเงินและสวัสดิการต่าง ๆ ที่โจทก์พึงได้ตามปกตินับแต่วันสั่งพักงานและให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงานจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินอ้างว่า คำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งว่างลงเพราะจำเลยที่ ๒ ลาออกตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ พ. ๑๒๗/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เพิกถอนมติในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เป็นการชั่วคราว ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์อันโจทก์พึงได้รับตามปกติให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ตลอดเวลาที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ คำสั่งนี้ให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ โดยให้โจทก์วางเงินหรือหลักทรัพย์เป็นประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนออกหมาย จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและยื่นคำร้องในกรณีฉุกเฉิน ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า มีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ , ๒๕๕ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ โดยมาตรา ๒๕๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งวางหลักเกณฑ์เพื่อจัดให้มีวิธีการคุ้มครองตาม (๒) ว่า ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย และตามมาตรา ๒๕๕ ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ โดยคำขอตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า (ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง (ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปหรือไม่เนื่องจากการกระทำของจำเลย (ค) ? (ง) มีเหตุตาม (๑)? (ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งพักงานโจทก์มาตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๕ และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ ๖ เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปอันจะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด ทั้งเหตุที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งให้โจทก์พักงาน ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจะว่างลงในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์พักงานนานเกือบ ๗ เดือน แม้จะไม่มีการยื่นฟ้องและขอคุ้มครองชั่วคราวคดีนี้ก็ยังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้ง เนื่องจากโจทก์อยู่ในระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง ๕ เรื่อง โดย ๒ เรื่องเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะพึงอนุญาตตามคำขอของโจทก์ ประกอบกับคำขอใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ ตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อนทุกประการและการยื่นคำขอล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ เช่นกัน กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ มาใช้ในคดีนี้ อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งของศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลแรงงานกลาง. (อรพินท์ เศรษฐมานิต-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายเขมภณ กิรัตน์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112366
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายเขมภณ กิรัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044038"
    }
}
date
2546
deka_no
5273/2546
deka_running_no
5273
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "อรพินท์ เศรษฐมานิต",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 254",
            "ม. 255"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 58"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายศักดา ณรงค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เพิกถอนมติในการประชุมครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้างค้างจ่ายรวม ๘๕๘,๖๒๕.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงาน กับให้ชำระเงินและสวัสดิการต่าง ๆ ที่โจทก์พึงได้ตามปกตินับแต่วันสั่งพักงานและให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงานจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินอ้างว่า คำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งว่างลงเพราะจำเลยที่ ๒ ลาออกตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ พ. ๑๒๗/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เพิกถอนมติในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เป็นการชั่วคราว ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์อันโจทก์พึงได้รับตามปกติให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ตลอดเวลาที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ คำสั่งนี้ให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ โดยให้โจทก์วางเงินหรือหลักทรัพย์เป็นประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนออกหมาย

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและยื่นคำร้องในกรณีฉุกเฉิน

ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า มีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ , ๒๕๕ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ โดยมาตรา ๒๕๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งวางหลักเกณฑ์เพื่อจัดให้มีวิธีการคุ้มครองตาม (๒) ว่า ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย และตามมาตรา ๒๕๕ ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ โดยคำขอตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง

(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปหรือไม่เนื่องจากการกระทำของจำเลย

(ค) ?

(ง) มีเหตุตาม (๑)? (ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร

จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งพักงานโจทก์มาตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๕ และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ ๖ เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปอันจะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด ทั้งเหตุที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งให้โจทก์พักงาน ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจะว่างลงในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์พักงานนานเกือบ ๗ เดือน แม้จะไม่มีการยื่นฟ้องและขอคุ้มครองชั่วคราวคดีนี้ก็ยังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้ง เนื่องจากโจทก์อยู่ในระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง ๕ เรื่อง โดย ๒ เรื่องเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะพึงอนุญาตตามคำขอของโจทก์ ประกอบกับคำขอใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ ตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อนทุกประการและการยื่นคำขอล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ เช่นกัน กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ มาใช้ในคดีนี้ อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งของศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000932.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546