คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2546 ฉบับเต็ม

#112619
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2546 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายเชิดชัย โนรี จำเลย ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, มาตรา 317 วรรคสาม ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา มารดาผู้เสียหายทราบว่าจำเลยชอบพอรักใคร่กับผู้เสียหาย การที่มารดาผู้เสียหายยินยอมและอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหารหรือเที่ยวชมภาพยนตร์ เห็นได้ว่ามารดาผู้เสียหายต้องการให้จำเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน และทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้า และทุกครั้งจำเลยก็จะพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้าน แม้บางครั้งจะกลับล่าช้าและดึกไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังยอมรับในอำนาจการปกครองบิดามารดาผู้เสียหาย การที่จำเลยได้ล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบ รวมทั้งกระทำชำเราผู้เสียหายในวันเกิดเหตุแต่ละครั้ง ก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัยคนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจำเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้ว การกระทำของจำเลยยังไม่พอถือได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ , ๒๗๗ , ๒๗๙ , ๓๑๗ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๘ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๒ กระทง จำคุก ๔ ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการอนาจาร ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี ๖ เดือน รวม ๔ กระทง จำคุก ๑๐ ปี รวมทุกกระทงให้ลงโทษจำคุก ๑๕ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายอายุ ๑๔ ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา จำเลยเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับผู้เสียหาย จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารแล้ว จำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็ขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวเล่นและกอดจูบผู้เสียหาย วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง และวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้าน ขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวและกอดจูบผู้เสียหาย การพาผู้เสียหายออกจากบ้านแต่ละครั้ง น. มารดาผู้เสียหายรับรู้และอนุญาตแล้วทุกครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การกระทำของจำเลยในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๖ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ และวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปทุกครั้ง จำเลยได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากมารดาผู้เสียหายแล้ว จำเลยย่อมไม่มีความผิดในข้อหานี้นั้น เห็นว่า จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันอย่างชู้สาว น. มารดาผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อปี ๒๕๓๖ จำเลยขับรถมาส่งน้ำที่บ้านและรู้จักผู้เสียหายโดยมาจีบผู้เสียหาย แสดงว่า น. ก็ทราบว่าจำเลยมาชอบพอรักใคร่กับผู้เสียหาย การที่ น. ยินยอมและอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านตามวันเวลาที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง โดยอนุญาตให้ไปรับประทานอาหารกันบ้าง ไปเที่ยวชมภาพยนตร์กันบ้าง เป็นที่เห็นได้ว่า น. ต้องการให้จำเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน และทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อได้ศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้า และทุกครั้งจำเลยก็จะพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้าน แม้บางครั้งจะกลับล่าช้าและดึกไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังยอมรับในอำนาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยได้ล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบ รวมทั้งกระทำชำเราผู้เสียหายในวันเกิดเหตุแต่ละครั้ง ก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัยคนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจำเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้ว หากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยยังไม่พอถือได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม รวม ๔ กระทง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓. (สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-มงคล คุปต์กาญจนากุล-ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์) ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112619
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยภูมิ",
        "judge": "นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสถิตย์ ไพเราะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043821"
    }
}
date
2546
deka_no
5880/2546
deka_running_no
5880
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "มงคล คุปต์กาญจนากุล",
    "ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 277 วรรคแรก",
            "ม. 317 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเชิดชัย โนรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ , ๒๗๗ , ๒๗๙ , ๓๑๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๘ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๒ กระทง จำคุก ๔ ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเพื่อการอนาจาร ลงโทษจำคุกกระทงละ ๒ ปี ๖ เดือน รวม ๔ กระทง จำคุก ๑๐ ปี รวมทุกกระทงให้ลงโทษจำคุก ๑๕ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายอายุ ๑๔ ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา จำเลยเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับผู้เสียหาย จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อน วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารแล้ว จำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็ขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวเล่นและกอดจูบผู้เสียหาย วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้านไปรับประทานอาหาร หลังจากนั้นจำเลยพาผู้เสียหายไปที่เล้าไก่ของมารดาจำเลยและกระทำชำเราผู้เสียหาย ๑ ครั้ง และวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ จำเลยมารับผู้เสียหายออกจากบ้าน ขับรถพาผู้เสียหายไปเที่ยวและกอดจูบผู้เสียหาย การพาผู้เสียหายออกจากบ้านแต่ละครั้ง น. มารดาผู้เสียหายรับรู้และอนุญาตแล้วทุกครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การกระทำของจำเลยในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๖ วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๖ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ และวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๖ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปทุกครั้ง จำเลยได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากมารดาผู้เสียหายแล้ว จำเลยย่อมไม่มีความผิดในข้อหานี้นั้น เห็นว่า จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันอย่างชู้สาว น. มารดาผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อปี ๒๕๓๖ จำเลยขับรถมาส่งน้ำที่บ้านและรู้จักผู้เสียหายโดยมาจีบผู้เสียหาย แสดงว่า น. ก็ทราบว่าจำเลยมาชอบพอรักใคร่กับผู้เสียหาย การที่ น. ยินยอมและอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายออกจากบ้านตามวันเวลาที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง โดยอนุญาตให้ไปรับประทานอาหารกันบ้าง ไปเที่ยวชมภาพยนตร์กันบ้าง เป็นที่เห็นได้ว่า น. ต้องการให้จำเลยและผู้เสียหายได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน และทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อได้ศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์ของการอยู่กินเป็นสามีภริยากันในวันข้างหน้า และทุกครั้งจำเลยก็จะพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้าน แม้บางครั้งจะกลับล่าช้าและดึกไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังยอมรับในอำนาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายอยู่ การที่จำเลยได้ล่วงเกินทางเพศแก่ผู้เสียหายด้วยการกอดจูบ รวมทั้งกระทำชำเราผู้เสียหายในวันเกิดเหตุแต่ละครั้ง ก็เป็นไปตามโอกาสและตามวิสัยคนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งจำเลยต้องรับผิดทางอาญาในการกระทำของตนในแต่ละครั้งอยู่แล้ว หากการกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยยังไม่พอถือได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม รวม ๔ กระทง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000930.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546