คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2546 ฉบับเต็ม

#112640
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2546 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายเอกชัย ทองก้อนเป้า กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 295, มาตรา 297, มาตรา 90, มาตรา 91 จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองในขณะเดียวกันโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำต่อผู้เสียหายสองคนด้วยกัน ก็อยู่ภายในเจตนาอันเดียวกันนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวก จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่สองกรรมไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ , ๒๙๕ , ๒๙๗ และสั่งริบของกลางกับเพิ่มโทษจำเลยที่ ๓ ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) , ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๓ ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น (ที่ถูกเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย) จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ริบเศษขวดสุราและเศษขวดเบียร์ ของกลาง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจ ส. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายนายดาบตำรวจ ป. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำมา ๒ ข้อว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมและจำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ระบุวันเวลากระทำความผิดทั้งสองฐานเป็นวันเวลาเดียวกันและกระทำขณะเดียวกัน ทั้งได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ กับพวกดื่มสุราด้วยกันอยู่ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปในร้านอาหารดังกล่าว จำเลยที่ ๕ ได้เข้าไปก่อกวน เมื่อนายดาบตำรวจ ส. เดินไปที่รถยนต์เพื่อหยิบอาวุธปืนไว้ป้องกันตัวก็ถูกจำเลยที่ ๒ กับพวกเข้ารุมทำร้าย ส่วนพวกจำเลยที่เหลือได้รุมทำร้ายนายดาบตำรวจ ป. ดังนี้ ศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยที่ ๒ กับพวก มีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำต่อผู้เสียหายสองคนด้วยกันก็อยู่ภายใต้เจตนาอันเดียวกันนั้น การที่จำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจ ส. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและทำร้ายนายดาบตำรวจ ป. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายในขณะเดียวกัน จึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น? พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) , ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๗ (๘) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓. (ชวลิต ตุลยสิงห์-พิชิต คำแฝง-สมชาย จุลนิติ์) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายวีระ คงทวีเลิศ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายมานัส เหลืองประเสริฐ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112640
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นายวีระ คงทวีเลิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายมานัส เหลืองประเสริฐ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045517"
    }
}
date
2546
deka_no
2879/2546
deka_running_no
2879
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "พิชิต คำแฝง",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 295",
            "ม. 297",
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเอกชัย ทองก้อนเป้า กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ , ๒๙๕ , ๒๙๗ และสั่งริบของกลางกับเพิ่มโทษจำเลยที่ ๓ ตามกฎหมาย

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) , ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๓ ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น (ที่ถูกเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย) จำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ริบเศษขวดสุราและเศษขวดเบียร์ ของกลาง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ เป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจ ส. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายนายดาบตำรวจ ป. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำมา ๒ ข้อว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมและจำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ระบุวันเวลากระทำความผิดทั้งสองฐานเป็นวันเวลาเดียวกันและกระทำขณะเดียวกัน ทั้งได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ กับพวกดื่มสุราด้วยกันอยู่ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปในร้านอาหารดังกล่าว จำเลยที่ ๕ ได้เข้าไปก่อกวน เมื่อนายดาบตำรวจ ส. เดินไปที่รถยนต์เพื่อหยิบอาวุธปืนไว้ป้องกันตัวก็ถูกจำเลยที่ ๒ กับพวกเข้ารุมทำร้าย ส่วนพวกจำเลยที่เหลือได้รุมทำร้ายนายดาบตำรวจ ป. ดังนี้ ศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยที่ ๒ กับพวก มีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นอันเดียวกัน แม้จะมีการกระทำต่อผู้เสียหายสองคนด้วยกันก็อยู่ภายใต้เจตนาอันเดียวกันนั้น การที่จำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายดาบตำรวจ ส. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและทำร้ายนายดาบตำรวจ ป. เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายในขณะเดียวกัน จึงถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดสองกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) , ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๗ (๘) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000945.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546