คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7409/2546 ฉบับเต็ม

#112686
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7409/2546 ห้างหุ้นส่วนจำกัดทวีศักดิ์คลองใหญ่ โจทก์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง นายพงษ์ศิลป์ สุทินฤกษ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 168, มาตรา 225 วรรคสอง, มาตรา 226 (2), มาตรา 289, มาตรา ตาราง 1 ข้อ 1 (ค คำร้องขอให้บังคับจำนองของผู้ร้องซึ่งเป็นคำฟ้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละเท่าใดนั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ร้องมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ผู้ร้องก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 226 (2) และแม้ว่าผู้ร้องจะอุทธรณ์ในเรื่องค่าขึ้นศาลเพียงอย่างเดียวแต่ก็เป็นการอุทธรณ์โดยยกเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามผู้ร้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 168 ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยนั่นเอง คดีนี้จำเลยผู้จำนองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 1 (ค) ท้าย ป.วิ.พ. ในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แม้โจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้านก็ถือว่าเป็นเพียงการ โต้แย้งในชั้นบังคับคดีของโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าคำคัดค้านของโจทก์เป็นคำให้การต่อสู้คดีแทนจำเลยตามความหมาย ของตาราง 1 ข้อ 1 (ค) ท้าย ป.วิ.พ. หมายเหตุ วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 8/2546 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๓๘๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินที่โจทก์นำยึดเพื่อขายทอดตลาดดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โดยผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๑ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้องขอ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นร้อยละ ๒.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง ผู้ร้องจึงชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก ๑.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นเงินจำนวน ๑๑๓,๒๙๓.๕๐ บาท โดยผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ขอจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการพิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๒) ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คำร้องขอให้บังคับจำนองของผู้ร้องซึ่งเป็นคำฟ้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละเท่าใดนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ร้องมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ผู้ร้องก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา ๒๒๖ (๒) และศาลฎีกาเห็นว่าถึงแม้ว่าผู้ร้องจะอุทธรณ์ในเรื่องค่าขึ้นศาลเพียงอย่างเดียว แต่ก็เป็นการอุทธรณ์โดยยกเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามผู้ร้องอุทธรณ์ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๘ บัญญัติไว้ ดังนี้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องให้ ส่วนในปัญหาว่ากรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในอัตราร้อยละเท่าใดนั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองจำเลยนั่นเอง ตามตาราง ๑ ข้อ ๑ (ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ระบุไว้ว่า ให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๑ แต่ไม่ให้เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อเมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีจึงให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๒.๕ แต่คดีนี้จำเลยผู้จำนองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง ๑ ข้อ ๑ (ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในอัตราร้อยละ ๑ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แม้โจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้านก็ถือว่าเป็นเพียงการโต้แย้งในชั้นบังคับคดีของโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าคำคัดค้านของโจทก์เป็นคำให้การต่อสู้คดีแทนจำเลยตามความหมายของตาราง ๑ ข้อ ๑ (ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องในอัตราร้อยละ ๒.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่เรียกให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง และให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ผู้ร้องเสียเพิ่มดังกล่าวเป็นเงินจำนวน ๑๑๓,๒๙๓.๕๐ บาท แก่ผู้ร้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) ศาลจังหวัดภูเขียว - นายอดุล สังข์ทอง ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112686
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเขียว",
        "judge": "นายอดุล สังข์ทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043266"
    }
}
date
2546
deka_no
7409/2546
deka_running_no
7409
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 168",
            "ม. 225 วรรคสอง",
            "ม. 226 (2)",
            "ม. 289"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดทวีศักดิ์คลองใหญ่"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ศิลป์ สุทินฤกษ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๓๘๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินที่โจทก์นำยึดเพื่อขายทอดตลาดดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โดยผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๑ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นร้อยละ ๒.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง ผู้ร้องจึงชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก ๑.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นเงินจำนวน ๑๑๓,๒๙๓.๕๐ บาท โดยผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ขอจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการพิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๒) ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คำร้องขอให้บังคับจำนองของผู้ร้องซึ่งเป็นคำฟ้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละเท่าใดนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ร้องมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ผู้ร้องก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา ๒๒๖ (๒) และศาลฎีกาเห็นว่าถึงแม้ว่าผู้ร้องจะอุทธรณ์ในเรื่องค่าขึ้นศาลเพียงอย่างเดียว แต่ก็เป็นการอุทธรณ์โดยยกเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามผู้ร้องอุทธรณ์ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๘ บัญญัติไว้ ดังนี้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องให้ ส่วนในปัญหาว่ากรณีตามคำร้องขอของผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในอัตราร้อยละเท่าใดนั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองจำเลยนั่นเอง ตามตาราง ๑ ข้อ ๑ (ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ระบุไว้ว่า ให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๑ แต่ไม่ให้เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อเมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีจึงให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ ๒.๕ แต่คดีนี้จำเลยผู้จำนองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง ๑ ข้อ ๑ (ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในอัตราร้อยละ ๑ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แม้โจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้านก็ถือว่าเป็นเพียงการโต้แย้งในชั้นบังคับคดีของโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าคำคัดค้านของโจทก์เป็นคำให้การต่อสู้คดีแทนจำเลยตามความหมายของตาราง ๑ ข้อ ๑ (ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องในอัตราร้อยละ ๒.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่เรียกให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง และให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ผู้ร้องเสียเพิ่มดังกล่าวเป็นเงินจำนวน ๑๑๓,๒๙๓.๕๐ บาท แก่ผู้ร้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000925.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546