คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4170/2546 ฉบับเต็ม

#112694
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4170/2546 บริษัท รีไลแอนซ์ แทรเวิล (ฮ่องกง) จำกัด โจทก์ บริษัท วี. อาร์. ทราเวล จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 374 จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับ ย. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระความรับผิดต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฝ่ายหนึ่ง กับ ย. ฝ่ายหนึ่ง โดยระบุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย เพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึกจึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้ และบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ มาตรา 374 โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทนั้นบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๙๐,๘๘๕.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๗๓,๖๕๒.๕๙ บาท ตามที่โจทก์ขอ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับนางสาวยุพาภรณ์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ตกลงจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งกันรับภาระในการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ และได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งระบุให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึก จึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้และบันทึกเลิกบริษัทไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ โจทก์จะอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หาได้ไม่ พิพากษายืน. (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ศาลแพ่ง - นายครรชิต วงศ์ไทย ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112694
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายครรชิต วงศ์ไทย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิสิฐ ฐิติภัค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044590"
    }
}
date
2546
deka_no
4170/2546
deka_running_no
4170
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 374"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท รีไลแอนซ์ แทรเวิล (ฮ่องกง) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท วี. อาร์. ทราเวล จำกัด ที่ 1 กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๙๐,๘๘๕.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๗๓,๖๕๒.๕๙ บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับนางสาวยุพาภรณ์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ตกลงจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งกันรับภาระในการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ และได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งระบุให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึก จึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้และบันทึกเลิกบริษัทไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ โจทก์จะอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หาได้ไม่

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000937.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546