คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6055/2546 ฉบับเต็ม

#112698
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6055/2546 นางยุวนิตย์ ปิสัญธนะกูล โจทก์ บริษัทเอ็น เอส อีเล็คโทรนิคส์ กรุงเทพ (1993) จำกัด กับพวก ป.พ.พ. มาตรา 1195 ป.วิ.พ. มาตรา 179 เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนและให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 และครั้งที่ 2/2543 โดยมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนซึ่งโจทก์มีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระค่าเสียหายจำนวน 90,000,000 บาท ดั้งนี้เป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 179 ทั้งมิใช่การแก้ไขเล็กน้อย การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ซึ่งเข้าเป็นผู้ถือหุ้นภายหลังวันที่มีมติให้เพิ่มทุนและภายหลังวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ มีมติให้จัดสรรเพิ่มทุนทั้งหมด ให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ ในการลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่และในการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน ๑๘,๗๕๐,๐๐๐ หุ้น ให้เพิกถอนมติที่ประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ซึ่งมีมติยืนยันมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ ให้เป็นมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับบริษัท หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหายเพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาหุ้นที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์มีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน ๙,๒๙๙,๙๙๐ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนทุนทรัพย์เป็น ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเพิ่มเติมคำขอบังคับท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีตามคำร้องมิใช่เป็นกรณีเป็นการเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์และมิใช่เป็นการเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจขอแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเดิม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกได้ทำการโต้แย้งสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๒๗,๘๙๔,๘๔๕ หุ้น ให้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิและจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของจำเลยที่ ๑ อันเป็นการขัดต่อข้อบังคับของบริษัท และจำเลยทั้งหกยังได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ โดยลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่แทนกรรมการชุดเก่าขัดต่อข้อบังคับกับมีมติจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือจำนวน ๑๘,๗๕๐,๐๐๐ หุ้น ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ รวมทั้งจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว กับให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ และครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ซึ่งตามคำฟ้องเดิมโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ไม่ได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเดิมอยู่จำนวน ๙,๒๙๙,๙๙๐ หุ้น เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่อย่างใด ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน ๙,๒๙๙,๙๐๐ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ (๑) (๒) ทั้งมิใช่การแก้ไขเล็กน้อย การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วิศณุ เลื่อมสำราญ-สุรพล เจียมจูไร-มงคล ทับเที่ยง) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสัญชัย ลิ่มไพบูลย์ ศาลอุทธรณ์ - นายอิสสระ นิ่มละมัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112698
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสัญชัย ลิ่มไพบูลย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายอิสสระ นิ่มละมัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043817"
    }
}
date
2546
deka_no
6055/2546
deka_running_no
6055
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิศณุ เลื่อมสำราญ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "มงคล ทับเที่ยง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1195"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 179"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางยุวนิตย์ ปิสัญธนะกูล"
    },
    {
        "role": "กับพวก",
        "name": "บริษัทเอ็น เอส อีเล็คโทรนิคส์ กรุงเทพ (1993) จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ซึ่งเข้าเป็นผู้ถือหุ้นภายหลังวันที่มีมติให้เพิ่มทุนและภายหลังวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ มีมติให้จัดสรรเพิ่มทุนทั้งหมด ให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ ในการลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่และในการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน ๑๘,๗๕๐,๐๐๐ หุ้น ให้เพิกถอนมติที่ประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ซึ่งมีมติยืนยันมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ ให้เป็นมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับบริษัท หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหายเพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาหุ้นที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์มีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน ๙,๒๙๙,๙๙๐ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนทุนทรัพย์เป็น ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเพิ่มเติมคำขอบังคับท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีตามคำร้องมิใช่เป็นกรณีเป็นการเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์และมิใช่เป็นการเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจขอแก้ไขคำฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเดิม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกได้ทำการโต้แย้งสิทธิโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๒๗,๘๙๔,๘๔๕ หุ้น ให้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิและจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของจำเลยที่ ๑ อันเป็นการขัดต่อข้อบังคับของบริษัท และจำเลยทั้งหกยังได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ โดยลงมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่แทนกรรมการชุดเก่าขัดต่อข้อบังคับกับมีมติจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือจำนวน ๑๘,๗๕๐,๐๐๐ หุ้น ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ รวมทั้งจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว กับให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ และครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ ซึ่งตามคำฟ้องเดิมโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ไม่ได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ถือหุ้นเดิมอยู่จำนวน ๙,๒๙๙,๙๙๐ หุ้น เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่อย่างใด ดังนั้นที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นเหตุให้โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิมได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน ๙,๒๙๙,๙๐๐ หุ้น ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท เป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น ๙๒,๙๙๙,๙๐๐ บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๙๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการขอเพิ่มข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีที่เพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ (๑) (๒) ทั้งมิใช่การแก้ไขเล็กน้อย การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000930.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546