คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2545 ฉบับเต็ม

#112712
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2545 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ พันตำรวจโท ประพนธ์ สาระผล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 650 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537 มาตรา 3 เงินค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนหาใช่หนี้เงินกู้ยืมอันทำให้โจทก์สามารถคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศของกระทรวงการคลังได้ ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๗๗๔,๕๙๙.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๒๔,๔๖๔.๗๑ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน ๘๐๔.๖๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ และทุก ๓ ปี จำนวนเงินปีละ ๘๐๔.๖๔ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดิน โฉนดเลขที่ ๖๑๙๘๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินมีใจความว่า "ผู้กู้ยอเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้สำหรับเงินกู้ ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ข้างต้น และผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของทางธนาคาร" โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีจากจำเลยได้ แม้จำเลยมิได้ผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม จึงเป็นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม แม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๘.๕ ต่อปี ก็เป็นข้อปฏิบัติที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยอีกต่อไป การที่โจทก์กลับไปคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ตามข้อตกลงเดิม ในสัญญา จึงไม่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันจะถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ แม้ตามสัญญา จะระบุว่า " หากผู้กู้ผิดนัดยินยอมให้ผู้กู้เพิ่มดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาได้" ก็ตาม แต่โจทก์ก็เรียกดอกเบี้ยนับถัดจากวันผิดนัดบางช่วงดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี เท่ากับอัตราที่กำหนดในสัญญาเท่านั้น มิได้เรียกเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปีดังกล่าว จึงไม่ใช่เบี้ยปรับที่ศาลจะมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ ๑๕ ต่อปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ครองจ่ายไปก่อนบอกเลิกสัญญา ๘๐๔.๖๔ บาท นับแต่วันที่ ๓ เม.ย. ๒๕๔๓ ด้วยนั้น หนี้จำนวน ดังกล่าวมิใช่หนี้เงินกู้ยืมที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังได้ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗๗๕,๕๙๙.๘๘ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีของต้นเงินจำนวน ๕๒๔,๔๖๔.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกนั้นคงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ยงยศ นิสภัครกุล-ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-เรวัตร อิศราภรณ์) ศาลจังหวัดเชียงราย - นายจักรวาล ทนกล้า ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112712
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงราย",
        "judge": "นายจักรวาล ทนกล้า"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082057874"
    }
}
date
2545
deka_no
324/2545
deka_running_no
324
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ยงยศ นิสภัครกุล",
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 650"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารอาคารสงเคราะห์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พันตำรวจโท ประพนธ์ สาระผล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๗๗๔,๕๙๙.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๒๔,๔๖๔.๗๑ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน ๘๐๔.๖๔ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ และทุก ๓ ปี จำนวนเงินปีละ ๘๐๔.๖๔ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดิน โฉนดเลขที่ ๖๑๙๘๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินมีใจความว่า "ผู้กู้ยอเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้สำหรับเงินกู้ ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ข้างต้น และผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของทางธนาคาร" โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีจากจำเลยได้ แม้จำเลยมิได้ผิดนัดชำระหนี้ก็ตาม จึงเป็นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม แม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ ๘.๕ ต่อปี ก็เป็นข้อปฏิบัติที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะไม่ยอมให้ประโยชน์แก่จำเลยอีกต่อไป การที่โจทก์กลับไปคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ตามข้อตกลงเดิม ในสัญญา จึงไม่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันจะถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙ แม้ตามสัญญา จะระบุว่า " หากผู้กู้ผิดนัดยินยอมให้ผู้กู้เพิ่มดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาได้" ก็ตาม แต่โจทก์ก็เรียกดอกเบี้ยนับถัดจากวันผิดนัดบางช่วงดังกล่าวในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี เท่ากับอัตราที่กำหนดในสัญญาเท่านั้น มิได้เรียกเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปีดังกล่าว จึงไม่ใช่เบี้ยปรับที่ศาลจะมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ ๑๕ ต่อปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ครองจ่ายไปก่อนบอกเลิกสัญญา ๘๐๔.๖๔ บาท นับแต่วันที่ ๓ เม.ย. ๒๕๔๓ ด้วยนั้น หนี้จำนวน ดังกล่าวมิใช่หนี้เงินกู้ยืมที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังได้ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗๗๕,๕๙๙.๘๘ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีของต้นเงินจำนวน ๕๒๔,๔๖๔.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกนั้นคงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001053.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545