คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2545 ฉบับเต็ม

#112714
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1182/2545 บริษัทแสวงและบุตรก่อสร้าง จำกัด โจทก์ บริษัท เอ็ม เอส ซี เอสเตท จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง, มาตรา 183 โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยถือว่าสัญญายังไม่เลิกกัน คำฟ้องจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของโจทก์อันเกิดแต่การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 และโจทก์ย่อมไม่อาจนำสืบถึงความเสียหายของโจทก์ดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นและคู่ความก็มิได้นำสืบกันมา ศาลจะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเอาเองโดยไม่มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานสนับสนุนย่อมเป็นการไม่ชอบ และมีเหตุสมควรให้โอกาสโจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,885,816.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,787,444.86 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2538 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างทาวน์เฮาส์ 236 หลัง ในราคา 208,500,000 บาท ตกลงจ่ายค่าเตรียมงาน 20,850,000 บาท แก่โจทก์ โดยแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด เงินค่าเตรียมงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง โจทก์ทำงานส่วนแรกโดยก่อสร้างทาวน์เฮาส์เป็นบ้านตัวอย่าง 3 หลัง เสร็จแล้ว คิดเป็นค่าจ้างตามผลงานเป็นเงิน 4,787,444.86 บาท โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้าง และไม่ชำระค่าเตรียมงานงวดที่ 2 แก่โจทก์ในวันที่ 10 มกราคม 2539 โจทก์จึงหยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้วโดยจำเลยเป็นผู้บอกเลิกสัญญาโดยอาศัยสิทธิในฐานะผู้ว่าจ้าง และโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 605 ที่จำเลยจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยถือว่าสัญญายังไม่เลิกกัน คำฟ้องจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของโจทก์อันเกิดแต่การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 และโจทก์ย่อมไม่อาจนำสืบถึงความเสียหายของโจทก์ดังกล่าวได้เนื่องจากเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นและคู่ความก็มิได้นำสืบกันมา ศาลจะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเอาเองโดยไม่มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานสนับสนุนย่อมเป็นการไม่ชอบ และมีเหตุสมควรให้โอกาสโจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามนัยดังกล่าวข้างต้นภายในกำหนดอายุความ. (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112714
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056536"
    }
}
date
2545
deka_no
1182/2545
deka_running_no
1182
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 86 วรรคสอง",
            "ม. 183"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทแสวงและบุตรก่อสร้าง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท เอ็ม เอส ซี เอสเตท จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,885,816.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,787,444.86 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2538 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างทาวน์เฮาส์ 236 หลัง ในราคา 208,500,000 บาท ตกลงจ่ายค่าเตรียมงาน 20,850,000 บาท แก่โจทก์ โดยแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด เงินค่าเตรียมงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง โจทก์ทำงานส่วนแรกโดยก่อสร้างทาวน์เฮาส์เป็นบ้านตัวอย่าง 3 หลัง เสร็จแล้ว คิดเป็นค่าจ้างตามผลงานเป็นเงิน 4,787,444.86 บาท โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้าง และไม่ชำระค่าเตรียมงานงวดที่ 2 แก่โจทก์ในวันที่ 10 มกราคม 2539 โจทก์จึงหยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้วโดยจำเลยเป็นผู้บอกเลิกสัญญาโดยอาศัยสิทธิในฐานะผู้ว่าจ้าง และโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 605 ที่จำเลยจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยถือว่าสัญญายังไม่เลิกกัน คำฟ้องจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของโจทก์อันเกิดแต่การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 และโจทก์ย่อมไม่อาจนำสืบถึงความเสียหายของโจทก์ดังกล่าวได้เนื่องจากเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำฟ้อง เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นและคู่ความก็มิได้นำสืบกันมา ศาลจะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเอาเองโดยไม่มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานสนับสนุนย่อมเป็นการไม่ชอบ และมีเหตุสมควรให้โอกาสโจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามนัยดังกล่าวข้างต้นภายในกำหนดอายุความ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001041.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545