คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2545 ฉบับเต็ม

#112719
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1422/2545 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) นายทวีชัย ยอมสละ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 219, มาตรา 391, มาตรา 572 จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อที่ยอมให้บุคคลอื่นใช้รถที่เช่าซื้อ เมื่อการปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเหตุให้รถที่เช่าซื้อ ถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลางในคดีอาญา จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมไปขอรับรถที่ถูกยึดคืน จำเลยจึงหลุดพ้นจากการต้องคืนรถที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หรือไม่ต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ไม่ได้ กรณีมิใช่เป็นการชำระหนี้พ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 อันจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคาเป็นเงิน ๓๒๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา จำเลยให้การว่า จำเลยได้เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ต่อมา ป. ได้เช่ารถยนต์พิพาทจากจำเลยไปทำธุรกิจส่วนตัว ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อครบกำหนด ป. ไม่นำรถยนต์มาคืน ต่อมาจำเลยจึงทราบว่า รถยนต์พิพาทได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา จำเลยติดตามไปขอคืน แต่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปขอคืนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดมา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบและขอให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปรับรถยนต์แทน แต่โจทก์ไม่ยอมออกหนังสือมอบอำนาจให้ จำเลยจึงได้ระงับส่งเงินตามสัญญาเช่าซื้อจนกว่าโจทก์จะไปขอรับรถยนต์กลับคืนมา ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ในราคา ๔๒๗,๑๐๔ บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละเดือน เดือนละ ๘,๘๙๘ บาท จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง ๑๑ งวด เป็นเงิน ๙๗,๘๗๘ บาท ในระหว่างเช่าซื้อรถยนต์พิพาทถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๘๐ เม็ด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๓ (ค) มีข้อตกลงว่า "ผู้เช่าซื้อจะไม่ใช้หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ทรัพย์สินเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ อันมิได้มุ่งหมายสำหรับทรัพย์สินหรือไม่เหมาะสมตามสมควร หรือโดยประการที่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใด? ทั้งจะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใดใช้ หรือจัดการโดยประการอื่นกับทรัพย์สิน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของทรัพย์สิน" ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยรับว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อจริง เพียงแต่อ้างว่า ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพราะโจทก์ไม่ไปขอรับรถยนต์พิพาทหรือมอบอำนาจให้จำเลยรับรถยนต์คืนจากเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ปัญหาคงมีเพียงว่าการที่รถยนต์ถูกยึดเป็นความผิดของจำเลย หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยดังที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์พิพาทถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญา ซึ่งตามบันทึกประจำวันเอกสารหมาย ล. ๗ ท้ายคำให้การ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาท พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒๘๐ เม็ด จำเลยนำสืบอ้างส่งหนังสือสัญญาเช่ารถตามเอกสารหมาย ล. ๑ มีข้อพิรุธว่าเหตุใดการเช่าเพียงวันเดียวจึงต้องมีการทำสัญญาเช่า และถ้าจำเลยให้ ป. เช่ารถยนต์คันอื่นมาแล้วหลายครั้ง ก็น่าจะนำหลักฐานการเช่าในครั้งอื่นมาแสดงด้วย เมื่อจำเลยไม่นำหลักฐานดังกล่าวมาแสดง จึงน่าเชื่อว่าเอกสารหมาย ล. ๑ อาจเพิ่งทำขึ้นในภายหลังก็ได้ ที่พยานจำเลยเบิกความว่า ป. เคยเช่ารถยนต์จากจำเลยหลายครั้ง เพียงครั้งเกิดเหตุนี้เท่านั้น จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์เอง เห็นว่าคำเบิกความดังกล่าวพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด จึงเป็นพิรุธ เชื่อว่าจำเลยนำรถยนต์พิพาทไปให้ ป. เช่าหรือใช้ครั้งนี้ จำเลยทราบดีว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๓ (ค) ทั้งหนี้ ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน จึงมิใช่เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ จะยกเหตุจากความผิดของจำเลยเองเป็นเหตุไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย โดยมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาทแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมทั้งสิ้น ๑๐,๐๐๐ บาท. (ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-ไพศาล เจริญวุฒิ-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายวัฒนา วิทยกุล ศาลอุทธรณ์ - นายองอาจ โรจน์สุพจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112719
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายวัฒนา วิทยกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายองอาจ โรจน์สุพจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082056079"
    }
}
date
2545
deka_no
1422/2545
deka_running_no
1422
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 219",
            "ม. 391",
            "ม. 572"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "(มหาชน)",
        "name": "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทวีชัย ยอมสละ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคาเป็นเงิน ๓๒๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา

จำเลยให้การว่า จำเลยได้เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ต่อมา ป. ได้เช่ารถยนต์พิพาทจากจำเลยไปทำธุรกิจส่วนตัว ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อครบกำหนด ป. ไม่นำรถยนต์มาคืน ต่อมาจำเลยจึงทราบว่า รถยนต์พิพาทได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา จำเลยติดตามไปขอคืน แต่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปขอคืนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดมา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบและขอให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปรับรถยนต์แทน แต่โจทก์ไม่ยอมออกหนังสือมอบอำนาจให้ จำเลยจึงได้ระงับส่งเงินตามสัญญาเช่าซื้อจนกว่าโจทก์จะไปขอรับรถยนต์กลับคืนมา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ในราคา ๔๒๗,๑๐๔ บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละเดือน เดือนละ ๘,๘๙๘ บาท จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง ๑๑ งวด เป็นเงิน ๙๗,๘๗๘ บาท ในระหว่างเช่าซื้อรถยนต์พิพาทถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๘๐ เม็ด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๓ (ค) มีข้อตกลงว่า "ผู้เช่าซื้อจะไม่ใช้หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ทรัพย์สินเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ อันมิได้มุ่งหมายสำหรับทรัพย์สินหรือไม่เหมาะสมตามสมควร หรือโดยประการที่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใด? ทั้งจะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใดใช้ หรือจัดการโดยประการอื่นกับทรัพย์สิน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของทรัพย์สิน" ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยรับว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อจริง เพียงแต่อ้างว่า ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพราะโจทก์ไม่ไปขอรับรถยนต์พิพาทหรือมอบอำนาจให้จำเลยรับรถยนต์คืนจากเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ปัญหาคงมีเพียงว่าการที่รถยนต์ถูกยึดเป็นความผิดของจำเลย หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยดังที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์พิพาทถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญา ซึ่งตามบันทึกประจำวันเอกสารหมาย ล. ๗ ท้ายคำให้การ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาท พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒๘๐ เม็ด จำเลยนำสืบอ้างส่งหนังสือสัญญาเช่ารถตามเอกสารหมาย ล. ๑ มีข้อพิรุธว่าเหตุใดการเช่าเพียงวันเดียวจึงต้องมีการทำสัญญาเช่า และถ้าจำเลยให้ ป. เช่ารถยนต์คันอื่นมาแล้วหลายครั้ง ก็น่าจะนำหลักฐานการเช่าในครั้งอื่นมาแสดงด้วย เมื่อจำเลยไม่นำหลักฐานดังกล่าวมาแสดง จึงน่าเชื่อว่าเอกสารหมาย ล. ๑ อาจเพิ่งทำขึ้นในภายหลังก็ได้ ที่พยานจำเลยเบิกความว่า ป. เคยเช่ารถยนต์จากจำเลยหลายครั้ง เพียงครั้งเกิดเหตุนี้เท่านั้น จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์เอง เห็นว่าคำเบิกความดังกล่าวพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด จึงเป็นพิรุธ เชื่อว่าจำเลยนำรถยนต์พิพาทไปให้ ป. เช่าหรือใช้ครั้งนี้ จำเลยทราบดีว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๓ (ค) ทั้งหนี้ ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน จึงมิใช่เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ จะยกเหตุจากความผิดของจำเลยเองเป็นเหตุไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย โดยมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาทแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมทั้งสิ้น ๑๐,๐๐๐ บาท.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001037.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545