คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2546 ฉบับเต็ม

#112721
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2546 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อินเตอร์เครดิตแอนด์ทรัสต์ จำกัด โจทก์ บริษัทไดแกรมอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 118 ป.พ.พ. มาตรา 680 โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า สัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน จึงไม่ชอบเท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยแจ้งชัดว่าจำเลยไม่ได้ตกลงทำสัญญา ค้ำประกันกับโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับว่าได้มีการตกลงทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ตามฟ้องจริง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นหลักฐานในคดีแต่ประการใด แม้สัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนก็ไม่เป็นกรณีต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินตามเช็ค และสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน ๗,๘๔๔,๘๘๓.๙๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี จากต้นเงิน ๗,๒๕๙,๖๗๗ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗,๘๔๔,๘๘๓.๙๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี จากต้นเงิน ๗,๒๕๙,๖๗๗ บาท นับแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน ๙๔๖,๔๙๙.๐๘ บาท ที่โจทก์ได้รับชำระภายหลังฟ้องออก กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ ๔ ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ ซึ่งปิดอากรแสตมป์เพียง ๕ บาท เป็นตราสารที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่าต้องปิดอากรแสตมป์ ๑๐ บาท โจทก์จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๔ ให้การต่อสู้คดีเพียงว่า สัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ครบถ้วน จึงไม่ชอบเท่านั้น จำเลยที่ ๔ ไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ ๔ ไม่ได้ตกลงทำสัญญาค้ำประกัน กับโจทก์ จึงต้องถือว่า จำเลยที่ ๔ ยอมรับว่าได้มีการตกลงทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ตามฟ้องจริง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นหลักฐานในคดีประการใด แม้สัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนก็ไม่เป็นกรณีต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๔ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้. (สุมิตร สุภาดุลย์-จำรูญ แสนภักดี-สดศรี สัตยธรรม) ศาลแพ่ง - นายธีระพงศ์ จิระภาค ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112721
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายธีระพงศ์ จิระภาค"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043262"
    }
}
date
2546
deka_no
7507/2546
deka_running_no
7507
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "สดศรี สัตยธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 680"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อินเตอร์เครดิตแอนด์ทรัสต์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไดแกรมอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินตามเช็ค และสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน ๗,๘๔๔,๘๘๓.๙๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี จากต้นเงิน ๗,๒๕๙,๖๗๗ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗,๘๔๔,๘๘๓.๙๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี จากต้นเงิน ๗,๒๕๙,๖๗๗ บาท นับแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้หักเงินจำนวน ๙๔๖,๔๙๙.๐๘ บาท ที่โจทก์ได้รับชำระภายหลังฟ้องออก กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ ๔ ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ ซึ่งปิดอากรแสตมป์เพียง ๕ บาท เป็นตราสารที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่าต้องปิดอากรแสตมป์ ๑๐ บาท โจทก์จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๔ ให้การต่อสู้คดีเพียงว่า สัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ครบถ้วน จึงไม่ชอบเท่านั้น จำเลยที่ ๔ ไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ ๔ ไม่ได้ตกลงทำสัญญาค้ำประกัน กับโจทก์ จึงต้องถือว่า จำเลยที่ ๔ ยอมรับว่าได้มีการตกลงทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ตามฟ้องจริง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นหลักฐานในคดีประการใด แม้สัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนก็ไม่เป็นกรณีต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๔ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000925.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546