คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7568/2546 ฉบับเต็ม

#112722
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7568/2546 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โจทก์ นายปิยพงษ์ อินทร์พงษ์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 134 การที่จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ยาว 1 คืบ แทงที่บริเวณลิ้นปี่ของผู้เสียหายนั้นอาจเป็นความผิดฐานทำร้ายร่ายกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือรับอันตรายสาหัส หรือพยายามฆ่าผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้สอบสวนถึงการกระทำนั้นของจำเลย ทั้งมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 แล้ว แต่การแจ้งข้อหาก็หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจำต้องแจ้งข้อหา ทุกกระทงความผิดที่เกี่ยวกับการกระทำอันเดียวกันไม่ ซึ่งในการสอบสวนจำเลยครั้งแรกพนักงานสอบสวนได้แจ้ง ข้อหาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจให้จำเลยทราบแล้วว่าคำให้การอาจใช้ยันจำเลย ในชั้นพิจารณาของศาลได้และจำเลยให้การปฏิเสธ แม้จะมีการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีกสองครั้ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งแก่จำเลยว่าคำให้การเพิ่มเติมอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ มิได้ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการไม่ชอบเพราะบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เพียงแต่บัญญัติว่าคำให้การจำเลยไม่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้เท่านั้น ซึ่งตามคำให้การเพิ่มเติมของจำเลยอีกสองครั้ง ก็มีเพียงว่า ขอให้การปฏิเสธตามที่ให้การในครั้งแรก จึงไม่มีข้อความใดที่จะใช้ยันจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๐, ๒๘๘ ริบของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โดยแจ้งให้จำเลยทราบว่า ถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยเพิ่มเติมจากทำร้ายร่างกายผู้อื่น (นายสินชัย ศรีแป๊ะบัว) ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจเป็นทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยให้การปฏิเสธ ครั้นวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยเพิ่มเติมอีก โดยแจ้งข้อหาจากทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นพยายามฆ่าผู้อื่น (นายสินชัย ศรีแป๊ะบัว) จำเลยให้การปฏิเสธ โดยในการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งสองครั้งพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้เป็นหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. ๖ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าในการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งสองครั้ง พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งเตือนจำเลยว่า ถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ เป็นการสอบสวนที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ยาว ๑ คืบ แทงที่บริเวณลิ้นปี่ของผู้เสียหายนั้นอาจเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือรับอันตรายสาหัส หรือพยายามฆ่าผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เมื่อพนักงานสอบสวน ได้สอบสวนถึงการกระทำนั้นของจำเลย ทั้งมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ แล้ว แต่การแจ้งข้อหาก็หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจำต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดที่เกี่ยวกับ การกระทำอันเดียวกันไม่ ซึ่งในการสอบสวนจำเลยครั้งแรกพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับ อันตรายแก่กายหรือจิตใจให้จำเลยทราบแล้วว่าคำให้การอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้และจำเลยให้การปฏิเสธ แม้จะมีการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีกสองครั้ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งแก่จำเลยว่า คำให้การเพิ่มเติมอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ ก็มิได้ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการไม่ชอบ เพราะบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ เพียงแต่บัญญัติว่าคำให้การจำเลยไม่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้เท่านั้น ซึ่งตามคำให้การเพิ่มเติมจำเลยอีกสองครั้งก็มีเพียงว่าขอให้การปฏิเสธตามที่ให้การ ในครั้งแรก จึงไม่มีข้อความใดที่จะใช้ยันจำเลย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า การสอบสวนชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (วสันต์ ตรีสุวรรณ-อมร วีรวงศ์-สบโชค สุขารมณ์) ศาลจังหวัดนครปฐม (แผนกคดีเยาวช - นายณฐพงษ์ ธีระเกษม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112722
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม (แผนกคดีเยาวช",
        "judge": "นายณฐพงษ์ ธีระเกษม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043262"
    }
}
date
2546
deka_no
7568/2546
deka_running_no
7568
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "อมร วีรวงศ์",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 134"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปิยพงษ์ อินทร์พงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๐, ๒๘๘ ริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โดยแจ้งให้จำเลยทราบว่า ถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยเพิ่มเติมจากทำร้ายร่างกายผู้อื่น (นายสินชัย ศรีแป๊ะบัว) ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจเป็นทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยให้การปฏิเสธ ครั้นวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยเพิ่มเติมอีก โดยแจ้งข้อหาจากทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นพยายามฆ่าผู้อื่น (นายสินชัย ศรีแป๊ะบัว) จำเลยให้การปฏิเสธ โดยในการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งสองครั้งพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้เป็นหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. ๖ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าในการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งสองครั้ง พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งเตือนจำเลยว่า ถ้อยคำที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ เป็นการสอบสวนที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์ยาว ๑ คืบ แทงที่บริเวณลิ้นปี่ของผู้เสียหายนั้นอาจเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือรับอันตรายสาหัส หรือพยายามฆ่าผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เมื่อพนักงานสอบสวน ได้สอบสวนถึงการกระทำนั้นของจำเลย ทั้งมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ แล้ว แต่การแจ้งข้อหาก็หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจำต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดที่เกี่ยวกับ การกระทำอันเดียวกันไม่ ซึ่งในการสอบสวนจำเลยครั้งแรกพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับ อันตรายแก่กายหรือจิตใจให้จำเลยทราบแล้วว่าคำให้การอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้และจำเลยให้การปฏิเสธ แม้จะมีการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีกสองครั้ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งแก่จำเลยว่า คำให้การเพิ่มเติมอาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ ก็มิได้ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเป็นการไม่ชอบ เพราะบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ เพียงแต่บัญญัติว่าคำให้การจำเลยไม่อาจใช้ยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้เท่านั้น ซึ่งตามคำให้การเพิ่มเติมจำเลยอีกสองครั้งก็มีเพียงว่าขอให้การปฏิเสธตามที่ให้การ ในครั้งแรก จึงไม่มีข้อความใดที่จะใช้ยันจำเลย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยว่า การสอบสวนชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000925.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546