คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2297/2544 ฉบับเต็ม

#112728
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2297/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางวลัยพร บุตรวิชา กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 91 การที่จำเลยมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละบุคคลไปทำงานค้าประเวณี เป็นเจตนาที่กระทำต่อแต่ละบุคคลไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓, ๓๐๙ วรรคสอง, ๓๑๐, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าหญิงและเด็กหญิง พ.ศ. ๒๔๗๑ มาตรา ๔ และนับโทษจำเลยทั้งสองคดีต่อกันด้วย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙ วรรคสี่ (ที่ถูกมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง และวรรคสี่) พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕, ๗ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ การกระทำของจำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ลงโทษจำคุกกระทงละ ๖ ปี รวม ๓ กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๘ ปี ข้อหาอื่น นอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ชักชวนผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานกับน้องสาวของ ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ประเทศมาเลเซีย โดยร่วมมือกับจำเลยที่ ๒และพวกที่อยู่ในประเทศมาเลเซียดำเนินการหลอกลวง ผู้เสียหายไปเพื่อค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซียที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เพียงแต่แนะนำให้ผู้เสียหายทั้งสามรู้จักกับจำเลยที่ ๒ เท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับการไปทำงานของผู้เสียหายทั้งสามต่อไป เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่ ๑ แตกต่างกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๒ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้พาผู้เสียหาย ทั้งสามไปทำงานกับน้องสาวของจำเลยที่ ๑ ที่ประเทศมาเลเซีย และหากจำเลยที่ ๑ มีน้องสาวอยู่ประเทศมาเลเซียจริง ก็น่าจะนำน้องสาวมาเบิกความให้เป็นประโยชน์ และหากผู้เสียหายทั้งสามเต็มใจไปค้าประเวณีเองโดยสมัครใจ ผู้เสียหายทั้งสามคงไม่โทรศัพท์กลับมาบอกให้มารดาของพวกตนช่วยเหลือฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ จึงฟังไม่ขึ้น และจำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า เกี่ยวกับคดีนี้มีการช่วยเหลือผู้อื่นออกมาหลายคน แต่ไม่มีผู้ใดแจ้งความ คงมีแต่ผู้เสียหายทั้งสาม เท่านั้นที่แจ้งความและการกระทำของนาง ป. ที่ช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อหาเสียงมากกว่า เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏชัดว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือผู้อื่นไม่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด และการกระทำของ นาง ป. นั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะเห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหาเสียงก็ตาม แต่เป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสามให้พ้นทุกข์และเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของคนในชาติ อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาประการสุดท้ายที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละบุคคลไปทำงานค้าประเวณี เป็นเจตนาที่กระทำต่อแต่ละบุคคลไป การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ มานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (มงคล ทับเที่ยง-วิเทพ ศิริพากย์-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ) ศาลอาญา - นางกีรติ ตั้งธรรม ศาลอุทธรณ์ - นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112728
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางกีรติ ตั้งธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065602"
    }
}
date
2544
deka_no
2297/2544
deka_running_no
2297
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวลัยพร บุตรวิชา กับพวก"
    }
]
long_text
ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓, ๓๐๙ วรรคสอง, ๓๑๐, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าหญิงและเด็กหญิง พ.ศ. ๒๔๗๑ มาตรา ๔ และนับโทษจำเลยทั้งสองคดีต่อกันด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๙ วรรคสี่ (ที่ถูกมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง และวรรคสี่) พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕, ๗ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ การกระทำของจำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ลงโทษจำคุกกระทงละ ๖ ปี รวม ๓ กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๘ ปี ข้อหาอื่น นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ชักชวนผู้เสียหายทั้งสามไปทำงานกับน้องสาวของ ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ประเทศมาเลเซีย โดยร่วมมือกับจำเลยที่ ๒และพวกที่อยู่ในประเทศมาเลเซียดำเนินการหลอกลวง ผู้เสียหายไปเพื่อค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซียที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ เพียงแต่แนะนำให้ผู้เสียหายทั้งสามรู้จักกับจำเลยที่ ๒ เท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับการไปทำงานของผู้เสียหายทั้งสามต่อไป เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่ ๑ แตกต่างกับคำเบิกความของจำเลยที่ ๒ ที่ว่า จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้พาผู้เสียหาย ทั้งสามไปทำงานกับน้องสาวของจำเลยที่ ๑ ที่ประเทศมาเลเซีย และหากจำเลยที่ ๑ มีน้องสาวอยู่ประเทศมาเลเซียจริง ก็น่าจะนำน้องสาวมาเบิกความให้เป็นประโยชน์ และหากผู้เสียหายทั้งสามเต็มใจไปค้าประเวณีเองโดยสมัครใจ ผู้เสียหายทั้งสามคงไม่โทรศัพท์กลับมาบอกให้มารดาของพวกตนช่วยเหลือฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ จึงฟังไม่ขึ้น และจำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า เกี่ยวกับคดีนี้มีการช่วยเหลือผู้อื่นออกมาหลายคน แต่ไม่มีผู้ใดแจ้งความ คงมีแต่ผู้เสียหายทั้งสาม เท่านั้นที่แจ้งความและการกระทำของนาง ป. ที่ช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสามเป็นการกระทำเพื่อหาเสียงมากกว่า เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏชัดว่าผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือผู้อื่นไม่ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด และการกระทำของ นาง ป. นั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะเห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหาเสียงก็ตาม แต่เป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสามให้พ้นทุกข์และเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของคนในชาติ อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาประการสุดท้ายที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำที่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละบุคคลไปทำงานค้าประเวณี เป็นเจตนาที่กระทำต่อแต่ละบุคคลไป การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ มานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001123.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544