คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6868/2546 ฉบับเต็ม

#112732
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6868/2546 นางพรพนาหรือพรทนา ยอดสีเขียว โจทก์ นายถาวร แก้วกำเนิด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1606, มาตรา 1750, มาตรา 1754 ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทเพราะปิดบังพินัยกรรม ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่ามิได้ปิดบังพินัยกรรม โจทก์และจำเลยทั้งสองรวมทั้งทายาทอื่นตกลงแบ่งมรดกโดยจำเลยทั้งสองได้ที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์ไม่มีส่วนในที่ดินพิพาทอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ดังนี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินพิพาทนั่นเอง คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาท จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ส่วนฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการตกลงแบ่งมรดกและจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองมรดกที่พิพาทเป็นส่วนสัดแล้ว ทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นจริงโจทก์ก็สิ้นความเป็นทายาทไม่มีสิทธิเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทรวมทั้งไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ดังนี้ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองก็เพื่อจะได้มรดกที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวเช่นกัน ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายตา ใจอุด และนางขันแก้ว ใจอุด จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน แก้วกำเนิด เป็นบุตรของนางขันแก้วกับนายอินทร์ แก้วกำเนิด นายตาและนางขันแก้วเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ นางขันแก้วถึงแก่กรรม นายตาได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวในส่วนของตนให้แก่บุคคลอื่น หลังจากนั้นนายตาก็ถึงแก่กรรมจึงยังคงเหลือที่ดินมรดกของนางขันแก้วครึ่งหนึ่งที่จะตกแก่ทายาทนางขันแก้ว ครั้นวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของนางขันแก้วโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นทายาทนางขันแก้ว ก่อนถึงแก่กรรมเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้แก่ผู้ใดและมีทายาทมีสิทธิที่ได้รับมรดกเพียง ๓ คน คือ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน ซึ่งนางทองม้วนขอสละสิทธิไม่รับทรัพย์มรดกและเหลือทายาทเพียง ๒ คน คือ จำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ให้และได้ดำเนินการปิดประกาศให้ทราบทั่วกัน โจทก์ทราบความดังกล่าวได้ยื่นคำคัดค้านการโอนมรดกโดยแจ้งความจริงว่า นางขันแก้วมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ๔ คน คือ โจทก์ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน ภายหลังโจทก์ทราบว่านางขันแก้วได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เก็บพินัยกรรมไว้ เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกให้จำเลยทั้งสองนำพินัยกรรมมาแสดง การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาปิดบังพินัยกรรมและเจตนาเบียดบังทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ จึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ถูกจำกัด (ที่ถูกกำจัด) มิให้รับมรดกของนางขันแก้ว ใจอุด ในที่ดินพิพาทและไม่ให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า เจ้ามรดกทั้งสองได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกำหนดให้ที่ดินบางส่วนเป็นของโจทก์และบางส่วนเป็นของจำเลยทั้งสอง ในระหว่างเจ้ามรดกทั้งสองยังมีชีวิตอยู่เจ้ามรดกทั้งสองและทายาทตกลงกันว่าให้แบ่งมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม โจทก์และมารดาโจทก์ตลอดจนจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการแบ่งส่วนที่ดินเท่า ๆ กัน และโจทก์ได้ขอรับมรดกที่ดินโดยให้นายตาดำเนินการโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ และขอให้นายตาขายที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์และมารดาโจทก์ตามพินัยกรรม จำเลยทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์และมารดาโจทก์ได้รับมรดกส่วนของตนเองไปครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้องและให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินในส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔ รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ส่วนฟ้องแย้งมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการอย่างใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยว ทั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องขอกำจัดมิให้รับมรดกตามฟ้องเดิมจึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาล จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทเพราะปิดบังพินัยกรรม ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่ามิได้ปิดบังพินัยกรรม โจทก์และจำเลยทั้งสองรวมทั้งทายาทอื่นตกลงแบ่งมรดกโดยจำเลยทั้งสองได้ที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์ไม่มีส่วนในที่ดินพิพาทอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ดังนี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินพิพาทนั่นเอง คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ส่วนฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการตกลงแบ่งมรดกและจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองมรดกที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแล้วทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นจริงโจทก์ก็สิ้นความเป็นทายาทไม่มีสิทธิเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาท รวมทั้งไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ดังนี้ ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองก็เพื่อจะได้มรดกที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวเช่นกัน ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ววินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา. (สมชัย เกษชุมพล-จำรูญ แสนภักดี-สุมิตร สุภาดุลย์) ศาลจังหวัดลำพูน - นายมีชัย เตชาชาญ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112732
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำพูน",
        "judge": "นายมีชัย เตชาชาญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043491"
    }
}
date
2546
deka_no
6868/2546
deka_running_no
6868
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย เกษชุมพล",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "สุมิตร สุภาดุลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1606",
            "ม. 1750",
            "ม. 1754"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพรพนาหรือพรทนา ยอดสีเขียว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายถาวร แก้วกำเนิด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายตา ใจอุด และนางขันแก้ว ใจอุด จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน แก้วกำเนิด เป็นบุตรของนางขันแก้วกับนายอินทร์ แก้วกำเนิด นายตาและนางขันแก้วเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ นางขันแก้วถึงแก่กรรม นายตาได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวในส่วนของตนให้แก่บุคคลอื่น หลังจากนั้นนายตาก็ถึงแก่กรรมจึงยังคงเหลือที่ดินมรดกของนางขันแก้วครึ่งหนึ่งที่จะตกแก่ทายาทนางขันแก้ว ครั้นวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของนางขันแก้วโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นทายาทนางขันแก้ว ก่อนถึงแก่กรรมเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้แก่ผู้ใดและมีทายาทมีสิทธิที่ได้รับมรดกเพียง ๓ คน คือ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน ซึ่งนางทองม้วนขอสละสิทธิไม่รับทรัพย์มรดกและเหลือทายาทเพียง ๒ คน คือ จำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ให้และได้ดำเนินการปิดประกาศให้ทราบทั่วกัน โจทก์ทราบความดังกล่าวได้ยื่นคำคัดค้านการโอนมรดกโดยแจ้งความจริงว่า นางขันแก้วมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ๔ คน คือ โจทก์ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน ภายหลังโจทก์ทราบว่านางขันแก้วได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เก็บพินัยกรรมไว้ เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกให้จำเลยทั้งสองนำพินัยกรรมมาแสดง การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาปิดบังพินัยกรรมและเจตนาเบียดบังทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ จึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ถูกจำกัด (ที่ถูกกำจัด) มิให้รับมรดกของนางขันแก้ว ใจอุด ในที่ดินพิพาทและไม่ให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า เจ้ามรดกทั้งสองได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกำหนดให้ที่ดินบางส่วนเป็นของโจทก์และบางส่วนเป็นของจำเลยทั้งสอง ในระหว่างเจ้ามรดกทั้งสองยังมีชีวิตอยู่เจ้ามรดกทั้งสองและทายาทตกลงกันว่าให้แบ่งมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม โจทก์และมารดาโจทก์ตลอดจนจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการแบ่งส่วนที่ดินเท่า ๆ กัน และโจทก์ได้ขอรับมรดกที่ดินโดยให้นายตาดำเนินการโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ และขอให้นายตาขายที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์และมารดาโจทก์ตามพินัยกรรม จำเลยทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์และมารดาโจทก์ได้รับมรดกส่วนของตนเองไปครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้องและให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินในส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔ รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ส่วนฟ้องแย้งมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการอย่างใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยว ทั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องขอกำจัดมิให้รับมรดกตามฟ้องเดิมจึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาล

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทเพราะปิดบังพินัยกรรม ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่ามิได้ปิดบังพินัยกรรม โจทก์และจำเลยทั้งสองรวมทั้งทายาทอื่นตกลงแบ่งมรดกโดยจำเลยทั้งสองได้ที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์ไม่มีส่วนในที่ดินพิพาทอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ดังนี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินพิพาทนั่นเอง คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ส่วนฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการตกลงแบ่งมรดกและจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองมรดกที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแล้วทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นจริงโจทก์ก็สิ้นความเป็นทายาทไม่มีสิทธิเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาท รวมทั้งไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ดังนี้ ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองก็เพื่อจะได้มรดกที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวเช่นกัน ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ววินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000927.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546