คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6969/2546 ฉบับเต็ม

#112752
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6969/2546 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสถาพร มงคลบารมี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 182 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้มีการนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์และจำเลยฟังโดยเปิดเผยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสองแล้ว แม้ในวันดังกล่าว จะมิได้เป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อีกทั้งเสร็จการพิจารณาก่อนนั้นแล้ว การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นครั้งหลังจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ 2 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับสารภาพตามฟ้อง โดยจำเลยขอผ่อนชำระเงินให้ผู้เสียหายเดือนละ 25,000 บาท ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 มกราคม 2543 ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 20 มกราคม 2543 จำเลยไม่มาศาลโดยยื่นคำร้องอ้างว่าป่วย แต่ได้ฝากเงินมาชำระให้ผู้เสียหายบางส่วนจำนวน 8,000 บาท และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไป ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โดยพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) ลงโทษจำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 เดือน จำเลยอุทธรณ์การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่อ่านลับหลังจำเลยว่าขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม และอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาใหม่แล้วดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันนัดโจทก์และจำเลยมาศาล เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับเดิมให้โจทก์และจำเลยฟังใหม่ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์จำเลยฟังในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้ว ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มาจะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ก็ให้ศาลรอการอ่านไว้จนกว่าจำเลยจะมาศาล แต่ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลยแล้วแต่กรณีได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว" แสดงว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ประสงค์จะให้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย แต่หากจำเลยหลบหนีไม่สามารถนำตัวมาฟังคำพิพากษาได้ก็อนุญาตให้อ่านคำพิพากษาลับหลังได้ หากพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับ ดังนั้น ในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 โจทก์และจำเลยมาศาลพร้อม เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์และจำเลยฟัง ถือได้ว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในศาลให้โจทก์และจำเลยฟังโดยเปิดเผย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสอง แล้ว แม้ในวันดังกล่าวจะมิได้เป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายืน. (มงคล ทับเที่ยง-สุรพล เจียมจูไร-วิศณุ เลื่อมสำราญ) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นางสาวจรรยา สีเจริญ ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัคร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112752
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นางสาวจรรยา สีเจริญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิสิฐ ฐิติภัคร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043484"
    }
}
date
2546
deka_no
6969/2546
deka_running_no
6969
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "วิศณุ เลื่อมสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 182"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสถาพร มงคลบารมี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2)

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ 2 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับสารภาพตามฟ้อง โดยจำเลยขอผ่อนชำระเงินให้ผู้เสียหายเดือนละ 25,000 บาท ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 มกราคม 2543 ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 20 มกราคม 2543 จำเลยไม่มาศาลโดยยื่นคำร้องอ้างว่าป่วย แต่ได้ฝากเงินมาชำระให้ผู้เสียหายบางส่วนจำนวน 8,000 บาท และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไป ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โดยพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) ลงโทษจำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 เดือน

จำเลยอุทธรณ์การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่อ่านลับหลังจำเลยว่าขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม และอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาใหม่แล้วดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันนัดโจทก์และจำเลยมาศาล เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับเดิมให้โจทก์และจำเลยฟังใหม่

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์จำเลยฟังในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้ว ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มาจะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ก็ให้ศาลรอการอ่านไว้จนกว่าจำเลยจะมาศาล แต่ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลยแล้วแต่กรณีได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว" แสดงว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ประสงค์จะให้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย แต่หากจำเลยหลบหนีไม่สามารถนำตัวมาฟังคำพิพากษาได้ก็อนุญาตให้อ่านคำพิพากษาลับหลังได้ หากพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับ ดังนั้น ในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 โจทก์และจำเลยมาศาลพร้อม เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์และจำเลยฟัง ถือได้ว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในศาลให้โจทก์และจำเลยฟังโดยเปิดเผย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสอง แล้ว แม้ในวันดังกล่าวจะมิได้เป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000927.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546