คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7368/2546 ฉบับเต็ม

#112766
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7368/2546 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นายพันทิมหรือโป ไชยคำ จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 288, มาตรา 391 ผู้ตายกับ ช. ชกต่อยกับ ก. และ ร. ระหว่างนั้น ว. วิ่งเข้าไปใช้อาวุธมีดฟันศีรษะผู้ตาย 9 ที แล้ววิ่งหนีไป ต่อมาจำเลยวิ่งไปใช้ขวดตีศีรษะผู้ตาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าจำเลย ก. ร. และ ว. ร่วมกันคบคิดจะฆ่าผู้ตายมาก่อน ผู้ตายกับจำเลยและพวกไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองอย่างรุนแรงถึงขนาดจะเอาชีวิตกันมาก่อน จำเลยไม่เคยรู้จักกับผู้ตาย เบื้องต้นจำเลยกับพวกมีวัตถุประสงค์มาเที่ยวงานวัด จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่า ว. มีอาวุธ ก. กับ ร. ไม่ได้ชักชวนให้จำเลยไปทำร้ายผู้ตาย เหตุที่จำเลยใช้ขวดตีทำร้ายผู้ตายเกิดจากความไม่พอใจและหมั่นไส้ในกิริยาท่าทางและมีอาการเมาสุราเท่านั้น และเหตุที่จำเลยกับพวกวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ด้วยกัน เพราะเมื่อตอนมาเที่ยวงานวัดที่เกิดเหตุจำเลยกับพวกมาด้วยกันจึงต้องกลับด้วยกัน บาดแผลที่ผู้ตายได้รับมิใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของจำเลย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่น การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ถึงอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๓ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จะเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นั้น จะต้องมีพฤติการณ์ที่ส่อแสดงว่า ได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจโดยร่วมแรงร่วมใจกันมาก่อนโดยยอมรับเอาการกระทำของพวกเดียวกันเป็นการกระทำของตนเองด้วย คดีนี้พยานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ระหว่างที่ผู้ตายชกต่อยกับนายกาศและนายรอนนั้น นายวารินทร์ได้วิ่งเข้าไปใช้อาวุธมีดฟันศีรษะผู้ตายแล้ววิ่งหนีไป ต่อมาจำเลยวิ่งเข้าไปใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายเท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงว่า จำเลยกับนายกาศ นายรอน และนายวารินทร์ได้ร่วมกันคบคิดจะมาฆ่าผู้ตายอยู่ก่อน ผู้ตายกับจำเลยและพวกก็ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนอย่างรุนแรงถึงกับต้องการเอาชีวิตกัน จำเลยก็ไม่เคยรู้จักกับผู้ตายมาก่อน แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะให้การว่า จำเลยได้นั่งดื่มสุราร่วมกับนายกาศ นายรอน และนายวารินทร์ที่บ้านของนายชม จากนั้นจึงขี่รถจักรยานยนต์ไปเที่ยวงานด้วยกัน เมื่อไปถึงได้แยกย้ายกันไปดูมหรสพต่าง ๆ จนกระทั่งเวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา ขณะที่จำเลยยืนชมหมอลำซิ่งอยู่นั้นนายกาศกับนายรอนเดินมาหาจำเลย นายกาศบอกว่าผู้ตายตบหัวนายกาศ จากนั้นนายกาศกับนายรอนได้เดินไปหาผู้ตายที่บริเวณหน้าเวทีแล้วชกต่อยกับผู้ตาย เมื่อมีผู้เข้าไปฟันศีรษะผู้ตายแล้ว จำเลยจึงถือขวดสุราวิ่งเข้าไปตีผู้ตาย จากนั้นได้วิ่งออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไปหน้าวัดทางด้านทิศเหนือบริเวณที่จอดรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยที่ขับรถจักรยานยนต์มาเที่ยว รอกันอยู่ประมาณครึ่งนาทีนายกาศ นายวารินทร์และจำเลยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปด้วยกัน ซึ่งเห็นได้ว่า จำเลยกับพวกมีวัตถุประสงค์จะมาเที่ยวงานวัดเท่านั้น จำเลย นายกาศ หรือนายรอนจึงมิได้พกพาอาวุธใดมาด้วย นายวารินทร์จะนำอาวุธมีดมาจากไหนก็ไม่ปรากฏ น่าเชื่อว่าจำเลยคงไม่รู้มาก่อนว่านายวารินทร์มีอาวุธมีดซึ่งจำเลยก็ให้การว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าพวกที่มาด้วยกันผู้ใดพกอาวุธใดมาด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นความจริง เหตุที่นายกาศกับนายรอนมาบอกจำเลยว่านายกาศถูกผู้ตายตบหัวก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นระหว่างนายกาศกับผู้ตายเท่านั้นไม่ปรากฏว่า นายกาศกับนายรอนมาพูดชักชวนให้จำเลยไปทำร้ายผู้ตาย แม้ขณะที่นายกาศกับผู้ตายชกต่อยกันจำเลยจะถือขวดสุรายืนอยู่ข้างเวทีก็ปรากฏว่า จำเลยให้การว่า เหตุที่ใช้ขวดตีทำร้ายผู้ตายเกิดจากความไม่พอใจและหมั่นไส้ในกิริยาท่าทางและมีอาการเมาสุราเท่านั้น เหตุที่จำเลยกับพวกวิ่งหนีและไปขึ้นรถจักรยานยนต์ด้วยกันก็เพราะเมื่อตอนมาเที่ยวงานวัดได้มาด้วยกันและจอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่หน้าวัดจึงต้องกลับด้วยกัน นอกจากนี้บาดแผลที่ผู้ตายได้รับที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยตรงก็คือบาดแผลที่เกิดจากของมีคมฟันอย่างรุนแรง มิใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกดังกล่าวมิได้แสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมรู้เห็นเป็นใจและร่วมกันกระทำผิดโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย อันเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงเจตนาทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-ดลจรัส รัตนโศภิต-จิระวรรณ ศิริบุตร) ศาลจังหวัดนครพนม - นายสมยศ ไขประพาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112766
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครพนม",
        "judge": "นายสมยศ ไขประพาย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043363"
    }
}
date
2546
deka_no
7368/2546
deka_running_no
7368
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "ดลจรัส รัตนโศภิต",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 288",
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพันทิมหรือโป ไชยคำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๓

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๓

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จะเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นั้น จะต้องมีพฤติการณ์ที่ส่อแสดงว่า ได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจโดยร่วมแรงร่วมใจกันมาก่อนโดยยอมรับเอาการกระทำของพวกเดียวกันเป็นการกระทำของตนเองด้วย คดีนี้พยานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ระหว่างที่ผู้ตายชกต่อยกับนายกาศและนายรอนนั้น นายวารินทร์ได้วิ่งเข้าไปใช้อาวุธมีดฟันศีรษะผู้ตายแล้ววิ่งหนีไป ต่อมาจำเลยวิ่งเข้าไปใช้ขวดตีศีรษะผู้ตายเท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงว่า จำเลยกับนายกาศ นายรอน และนายวารินทร์ได้ร่วมกันคบคิดจะมาฆ่าผู้ตายอยู่ก่อน ผู้ตายกับจำเลยและพวกก็ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนอย่างรุนแรงถึงกับต้องการเอาชีวิตกัน จำเลยก็ไม่เคยรู้จักกับผู้ตายมาก่อน แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะให้การว่า จำเลยได้นั่งดื่มสุราร่วมกับนายกาศ นายรอน และนายวารินทร์ที่บ้านของนายชม จากนั้นจึงขี่รถจักรยานยนต์ไปเที่ยวงานด้วยกัน เมื่อไปถึงได้แยกย้ายกันไปดูมหรสพต่าง ๆ จนกระทั่งเวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา ขณะที่จำเลยยืนชมหมอลำซิ่งอยู่นั้นนายกาศกับนายรอนเดินมาหาจำเลย นายกาศบอกว่าผู้ตายตบหัวนายกาศ จากนั้นนายกาศกับนายรอนได้เดินไปหาผู้ตายที่บริเวณหน้าเวทีแล้วชกต่อยกับผู้ตาย เมื่อมีผู้เข้าไปฟันศีรษะผู้ตายแล้ว จำเลยจึงถือขวดสุราวิ่งเข้าไปตีผู้ตาย จากนั้นได้วิ่งออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไปหน้าวัดทางด้านทิศเหนือบริเวณที่จอดรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยที่ขับรถจักรยานยนต์มาเที่ยว รอกันอยู่ประมาณครึ่งนาทีนายกาศ นายวารินทร์และจำเลยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปด้วยกัน ซึ่งเห็นได้ว่า จำเลยกับพวกมีวัตถุประสงค์จะมาเที่ยวงานวัดเท่านั้น จำเลย นายกาศ หรือนายรอนจึงมิได้พกพาอาวุธใดมาด้วย นายวารินทร์จะนำอาวุธมีดมาจากไหนก็ไม่ปรากฏ น่าเชื่อว่าจำเลยคงไม่รู้มาก่อนว่านายวารินทร์มีอาวุธมีดซึ่งจำเลยก็ให้การว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าพวกที่มาด้วยกันผู้ใดพกอาวุธใดมาด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นความจริง เหตุที่นายกาศกับนายรอนมาบอกจำเลยว่านายกาศถูกผู้ตายตบหัวก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นระหว่างนายกาศกับผู้ตายเท่านั้นไม่ปรากฏว่า นายกาศกับนายรอนมาพูดชักชวนให้จำเลยไปทำร้ายผู้ตาย แม้ขณะที่นายกาศกับผู้ตายชกต่อยกันจำเลยจะถือขวดสุรายืนอยู่ข้างเวทีก็ปรากฏว่า จำเลยให้การว่า เหตุที่ใช้ขวดตีทำร้ายผู้ตายเกิดจากความไม่พอใจและหมั่นไส้ในกิริยาท่าทางและมีอาการเมาสุราเท่านั้น เหตุที่จำเลยกับพวกวิ่งหนีและไปขึ้นรถจักรยานยนต์ด้วยกันก็เพราะเมื่อตอนมาเที่ยวงานวัดได้มาด้วยกันและจอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่หน้าวัดจึงต้องกลับด้วยกัน นอกจากนี้บาดแผลที่ผู้ตายได้รับที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยตรงก็คือบาดแผลที่เกิดจากของมีคมฟันอย่างรุนแรง มิใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกดังกล่าวมิได้แสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมรู้เห็นเป็นใจและร่วมกันกระทำผิดโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย อันเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงเจตนาทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000926.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546