คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5993/2545 ฉบับเต็ม

#112771
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5993/2545 นางไพรัตน์ ยืนนาน โจทก์ นายวิรัช คุณความดี หรือนายนฤเทพ ปัทมภูมิพัน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 208 วรรคหนึ่ง, มาตรา 246, มาตรา 247 ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อันเป็นเวลาก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมป.วิ.พ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ แบ่งการขอพิจารณาใหม่เป็น สองกรณี กรณีแรกเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีปกติ ให้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่ง คำบังคับตามคำพิพากษา กรณีที่สองเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ให้ยื่นคำขอ ให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์จำเลย แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 จึงล่วงพ้นกำหนดสิบห้าวันไปแล้ว ทั้งในกรณีปกติและกรณีที่อ้างว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ มาตรา 247 ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๒๕,๙๓๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๙๗,๕๕๓ บาท นับแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ เจ้าพนักงานส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องตลอดจนหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง โดยจำเลย ไม่ได้อยู่ ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๓ จำเลยเพิ่งทราบฟ้องโจทก์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่า ทนายความ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยและตามคำเบิกความของจำเลยในชั้นไต่สวน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเพิ่งทราบฟ้องโจทก์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีร้องขัดทรัพย์ที่นางปัทมา เซียวศิริกุลหรือปัทมภูมิพัน ร้องขัดทรัพย์ในคดีนี้ว่า จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ขอคัดถ้อยคำสำนวนรวมทั้งคำพิพากษาของศาลคดีดังกล่าวโดยระบุในคำร้องว่า จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้านเลขที่ ๙/๕๐๖ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และปรากฏตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จึงฟังได้ว่า จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่งเดิม (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อันเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ ใช้บังคับ) แบ่งการขอพิจารณาใหม่เป็นสองกรณี กรณีแรกเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีปกติ ให้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษา กรณีที่สองเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ให้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ แต่จำเลยยื่น คำร้องขอให้พิจารณาใหม่คดีนี้ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จึงเห็นได้ว่าเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดสิบห้าวันไปแล้ว ทั้งกรณีปกติและกรณีที่อ้างว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่งเดิม ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ศาลจังหวัดพล - นายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสิงห์พล ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112771
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพล",
        "judge": "นายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสิงห์พล ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082049403"
    }
}
date
2545
deka_no
5993/2545
deka_running_no
5993
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 208 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางไพรัตน์ ยืนนาน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิรัช คุณความดี หรือนายนฤเทพ ปัทมภูมิพัน"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๒๕,๙๓๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๙๗,๕๕๓ บาท นับแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ เจ้าพนักงานส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องตลอดจนหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง โดยจำเลย ไม่ได้อยู่ ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๓๓ จำเลยเพิ่งทราบฟ้องโจทก์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จึงไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่า ทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยและตามคำเบิกความของจำเลยในชั้นไต่สวน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเพิ่งทราบฟ้องโจทก์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีร้องขัดทรัพย์ที่นางปัทมา เซียวศิริกุลหรือปัทมภูมิพัน ร้องขัดทรัพย์ในคดีนี้ว่า จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ขอคัดถ้อยคำสำนวนรวมทั้งคำพิพากษาของศาลคดีดังกล่าวโดยระบุในคำร้องว่า จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้านเลขที่ ๙/๕๐๖ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และปรากฏตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จึงฟังได้ว่า จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่งเดิม (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อันเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ ใช้บังคับ) แบ่งการขอพิจารณาใหม่เป็นสองกรณี กรณีแรกเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีปกติ ให้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษา กรณีที่สองเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ให้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยทราบฟ้องโจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ แต่จำเลยยื่น คำร้องขอให้พิจารณาใหม่คดีนี้ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จึงเห็นได้ว่าเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดสิบห้าวันไปแล้ว ทั้งกรณีปกติและกรณีที่อ้างว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๘ วรรคหนึ่งเดิม ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000979.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545