คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8075/2546 ฉบับเต็ม

#112811
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8075/2546 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นายศักดิ์ดา พุ่มโพธิงาม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 728 จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยจำนองห้องชุดเลขที่ 181/289 ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองภายใน 30 วัน ย่อมมีความหมายชัดแจ้งว่าโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และจัดการไถ่ถอนจำนองภายในเวลาที่กำหนด เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยทำสัญญาจำนองทรัพย์สินรายอื่นเป็นประกัน ทรัพย์ที่โจทก์จะบังคับจำนองย่อมหมายถึงห้องชุดเลขที่ 181/289 การที่หนังสือบอกกล่าวของโจทก์ระบุหมายเลขห้องชุดเป็นห้องชุดเลขที่ 0289 ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร น่าจะเป็นเพียงการพิมพ์หมายเลขคลาดเคลื่อนเท่านั้น หามีผลทำให้หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด คำบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบด้วยมาตรา 728 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปก่อน สามปีต่อครั้ง เป็นเงินครั้งละ ๑,๒๐๔.๘๒ บาท เริ่มชำระครั้งแรกในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หรือวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าว หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินพร้อมดอกเบี้ยต่อโจทก์ ส่วนเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นข้อเรียกร้องในหนี้อนาคตจึงไม่อาจเรียกได้ และโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ถูกต้อง จึงไม่อาจขอให้บังคับจำนองตามฟ้องได้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในหนังสือบอกกล่าวของโจทก์แล้วมีความว่า "ตามที่นายศักดิ์ดา พุ่มโพธิงาม และนางสาวชนิดา พุ่มโพธิงาม ได้ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำนวนเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี โดยตกลงชำระดอกเบี้ยพร้อมผ่อนเงินต้นเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๒,๓๕๐ บาท ทั้งนี้โดยท่านได้นำห้องชุดเลขที่ ๐๒๘๙ ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร มาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันกับธนาคาร ปรากฏว่าท่านผิดนัดไม่ชำระหนี้ นับถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ท่านมีหนี้ทั้งหมดเป็นต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท ดอกเบี้ย ๘,๘๙๑.๔๔ บาท รวมเป็นเงิน ๒๒๓,๐๗๒.๕๖ บาท ธนาคารจึงขอเรียนมาเพื่อขอให้ท่านนำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ จนถึงวันที่ชำระเสร็จไปชำระให้แก่ธนาคารและไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวฉบับนี้ หากพ้นกำหนดดังกล่าวธนาคารจำเป็นต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป" เห็นว่าตามข้อความดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งว่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และจัดการไถ่ถอนจำนองภายในเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับตามสัญญาจำนองต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาจำนองทรัพย์สินรายอื่นเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์อีก ทรัพย์ที่โจทก์จะบังคับจำนองย่อมหมายถึงห้องชุดเลขที่ ๑๘๑/๒๔๙ ตามสัญญาจำนอง หนังสือบอกกล่าวตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ จึงเป็นคำบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๗๒๘ แห่ง ป.พ.พ. แล้ว การที่โจทก์ระบุหมายเลขห้องชุดเป็นห้องชุดเลขที่ ๐๒๘๙ น่าจะเป็นเพียงการพิมพ์หมายเลขคลาดเคลื่อนเท่านั้น หามีผลทำให้หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอให้บังคับจำนองของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จจึงเกินคำขอของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ ๑๘๑/๒๘๙ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๑๘๔ ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. (มนตรี ยอดปัญญา-สายันต์ สุรสมภพ-สุพัฒน์ บุญยุบล) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายจำรัส ศรีธวัชพงศ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112811
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายจำรัส ศรีธวัชพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082043145"
    }
}
date
2546
deka_no
8075/2546
deka_running_no
8075
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สุพัฒน์ บุญยุบล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 728"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารอาคารสงเคราะห์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศักดิ์ดา พุ่มโพธิงาม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปก่อน สามปีต่อครั้ง เป็นเงินครั้งละ ๑,๒๐๔.๘๒ บาท เริ่มชำระครั้งแรกในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๘ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หรือวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ดังกล่าว หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินพร้อมดอกเบี้ยต่อโจทก์ ส่วนเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นข้อเรียกร้องในหนี้อนาคตจึงไม่อาจเรียกได้ และโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไม่ถูกต้อง จึงไม่อาจขอให้บังคับจำนองตามฟ้องได้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในหนังสือบอกกล่าวของโจทก์แล้วมีความว่า "ตามที่นายศักดิ์ดา พุ่มโพธิงาม และนางสาวชนิดา พุ่มโพธิงาม ได้ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำนวนเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี โดยตกลงชำระดอกเบี้ยพร้อมผ่อนเงินต้นเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๒,๓๕๐ บาท ทั้งนี้โดยท่านได้นำห้องชุดเลขที่ ๐๒๘๙ ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร มาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันกับธนาคาร ปรากฏว่าท่านผิดนัดไม่ชำระหนี้ นับถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ท่านมีหนี้ทั้งหมดเป็นต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท ดอกเบี้ย ๘,๘๙๑.๔๔ บาท รวมเป็นเงิน ๒๒๓,๐๗๒.๕๖ บาท ธนาคารจึงขอเรียนมาเพื่อขอให้ท่านนำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ จนถึงวันที่ชำระเสร็จไปชำระให้แก่ธนาคารและไถ่ถอนจำนองให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวฉบับนี้ หากพ้นกำหนดดังกล่าวธนาคารจำเป็นต้องดำเนินคดีกับท่านตามกฎหมายต่อไป" เห็นว่าตามข้อความดังกล่าวมีความหมายโดยชัดแจ้งว่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และจัดการไถ่ถอนจำนองภายในเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับตามสัญญาจำนองต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทำสัญญาจำนองทรัพย์สินรายอื่นเป็นประกันหนี้ต่อโจทก์อีก ทรัพย์ที่โจทก์จะบังคับจำนองย่อมหมายถึงห้องชุดเลขที่ ๑๘๑/๒๔๙ ตามสัญญาจำนอง หนังสือบอกกล่าวตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ จึงเป็นคำบอกกล่าวบังคับจำนองที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๗๒๘ แห่ง ป.พ.พ. แล้ว การที่โจทก์ระบุหมายเลขห้องชุดเป็นห้องชุดเลขที่ ๐๒๘๙ น่าจะเป็นเพียงการพิมพ์หมายเลขคลาดเคลื่อนเท่านั้น หามีผลทำให้หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอให้บังคับจำนองของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์คิดคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จจึงเกินคำขอของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๓๖,๔๗๓.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๓.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๑๔,๑๘๑.๑๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ ๑๘๑/๒๘๙ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๑๘๔ ตำบลบางแค อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000924.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546