คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1015/2547 ฉบับเต็ม

#112826
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1015/2547 นายจุ้ย มีเพียร กับพวก โจทก์ นายทินกร ปานแก้ว กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 537, มาตรา 1304, มาตรา 1367, มาตรา 1369 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นได้ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ต่อมาจำเลยขอใช้ประโยชน์ในที่พิพาทเพื่อปลูกบ้านโดยจำเลยยอมเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลย การที่จำเลยครอบครองที่พิพาทจึงเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์เป็นการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไป จำเลยจึงต้องออกจากที่ดินพิพาท หมายเหตุ วรรคสองวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา (ครั้งที่ 1/2547) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตั้งอยู่บนเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ในข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็มีผลเพียงให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทต่อจากมารดาจำเลยที่ ๒ ซึ่งเข้าไปอยู่ก่อน และการที่มารดาจำเลยที่ ๒ เข้าไปอยู่ ต้องเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงแสดงว่าที่ดินพิพาทแต่ต้นโจทก์ทั้งสองได้ยึดถือครอบครองตลอดมา ทั้งได้ความว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทโดยนำใบเสร็จแสดงการเสียภาษีมาแสดง โดยจำเลยทั้งสองยอมรับว่าไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่เลย แม้ว่าใบเสร็จแสดงการเสียภาษีจะไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิครอบครองก็ตามแต่ก็เป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่จะแสดงว่าผู้เสียภาษียังคงยึดถือที่ดินแปลงนั้นอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองต้องเสียค่าตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองในการเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทเท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ทั้งสองเป็นการครอบครองแทนโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ต่อไป จำเลยทั้งสองจึงต้องออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง. (องอาจ โรจนสุพจน์-ประชา ประสงค์จรรยา-ประชา ประสงค์จรรยา) ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสมศักดิ์ ผลส่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิทยา วีระประจักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112826
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี",
        "judge": "นายสมศักดิ์ ผลส่ง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวิทยา วีระประจักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082041621"
    }
}
date
2547
deka_no
1015/2547
deka_running_no
1015
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ประชา ประสงค์จรรยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 537",
            "ม. 1304",
            "ม. 1367",
            "ม. 1369"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายจุ้ย มีเพียร กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทินกร ปานแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตั้งอยู่บนเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท แม้ในข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ตาม แต่ก็มีผลเพียงให้ราษฎรผู้ครอบครองไม่อาจยกสิทธิใด ๆ ขึ้นโต้แย้งรัฐได้เท่านั้น แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทต่อจากมารดาจำเลยที่ ๒ ซึ่งเข้าไปอยู่ก่อน และการที่มารดาจำเลยที่ ๒ เข้าไปอยู่ ต้องเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงแสดงว่าที่ดินพิพาทแต่ต้นโจทก์ทั้งสองได้ยึดถือครอบครองตลอดมา ทั้งได้ความว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทโดยนำใบเสร็จแสดงการเสียภาษีมาแสดง โดยจำเลยทั้งสองยอมรับว่าไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่เลย แม้ว่าใบเสร็จแสดงการเสียภาษีจะไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิครอบครองก็ตามแต่ก็เป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่จะแสดงว่าผู้เสียภาษียังคงยึดถือที่ดินแปลงนั้นอยู่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองต้องเสียค่าตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองในการเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทเท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการอาศัยสิทธิของโจทก์ทั้งสองเป็นการครอบครองแทนโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ต่อไป จำเลยทั้งสองจึงต้องออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000910.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547