คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10468/2546 ฉบับเต็ม

#112836
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10468/2546 องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด จำเลย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 10 ป.พ.พ. มาตรา 55, มาตรา 1151, มาตรา 1155 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 สัญญาร่วมลงทุนระหว่างโจทก์กับพวกฝ่ายหนึ่ง และบริษัท อ. อีกฝ่ายหนึ่ง จัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้นมาให้มีฐานะเป็นบริษัทร่วมทุน และกำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาทุกประการ แต่จำเลยหามีฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมลงทุนไม่ ดังนั้น แม้ในสัญญามีข้อกำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติสัญญานี้และคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ก็เป็นข้อบังคับใช้ระหว่างโจทก์กับพวกและบริษัท อ. เท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่จำต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการจักต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1151 ซึ่งระบุเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะกระทำได้ รวมตลอดทั้งหากตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ กรรมการที่ยังมีอยู่แห่งนิติบุคคลนั้นมีสิทธิเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างได้ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1155 บัญญัติไว้ ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการตามข้อกำหนดในสัญญาร่วมทุน และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย หมายเหตุ วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2546 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะตามสัญญาร่วมลงทุนกำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ ถ้าคู่สัญญาไม่อาจตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด โจทก์จึงต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครภายใน ๑๔ วัน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยโดยมิได้เสนอข้อโต้แย้งต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมนั้น เป็นการทำสัญญาร่วมกันสองฝ่ายระหว่างองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โจทก์ กับพวกฝ่ายหนึ่ง และบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกฝ่ายหนึ่ง โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาให้มีฐานะเป็นบริษัทร่วมทุน ใช้ชื่อว่าบริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด คือจำเลย และตามสัญญาข้อ ๗ กำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาทุกประการ ดังนี้ จำเลยจึงหามีฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไม่ แม้สัญญาข้อ ๒๒ กำหนดว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติสัญญานี้และคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ก็เป็นข้อบังคับใช้ระหว่างโจทก์กับพวกและบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น จำเลยไม่อาจยกสัญญาข้อ ๒๒ มาใช้อ้างต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่จำต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยมิใช่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โดยจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดต่างหากอีกรายหนึ่ง การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการจักต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๑ ซึ่งระบุเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะกระทำได้ รวมตลอดทั้งหากตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ กรรมการที่ยังมีอยู่แห่งนิติบุคคลนั้นมีสิทธิเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๕ บัญญัติไว้ ดังนี้ โจทก์จึงหามีสิทธินำข้อกำหนดข้อ ๙ แห่งสัญญาดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยได้ไม่เช่นกัน ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้คดีในเหตุนี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยและพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (สมชาย จุลนิติ์-สายันต์ สุรสมภพ-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์ ศาลอุทธรณ์ - นายพิศล พิรุณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
112836
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพิศล พิรุณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082042931"
    }
}
date
2546
deka_no
10468/2546
deka_running_no
10468
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 1151",
            "ม. 1155"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะตามสัญญาร่วมลงทุนกำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ ถ้าคู่สัญญาไม่อาจตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด โจทก์จึงต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครภายใน ๑๔ วัน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยโดยมิได้เสนอข้อโต้แย้งต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมนั้น เป็นการทำสัญญาร่วมกันสองฝ่ายระหว่างองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โจทก์ กับพวกฝ่ายหนึ่ง และบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกฝ่ายหนึ่ง โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาให้มีฐานะเป็นบริษัทร่วมทุน ใช้ชื่อว่าบริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด คือจำเลย และตามสัญญาข้อ ๗ กำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาทุกประการ ดังนี้ จำเลยจึงหามีฐานะเป็นคู่สัญญาตามสัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไม่ แม้สัญญาข้อ ๒๒ กำหนดว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติสัญญานี้และคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ก็เป็นข้อบังคับใช้ระหว่างโจทก์กับพวกและบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น จำเลยไม่อาจยกสัญญาข้อ ๒๒ มาใช้อ้างต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่จำต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยมิใช่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โดยจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดต่างหากอีกรายหนึ่ง การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการจักต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๑ ซึ่งระบุเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะกระทำได้ รวมตลอดทั้งหากตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ กรรมการที่ยังมีอยู่แห่งนิติบุคคลนั้นมีสิทธิเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๕๕ บัญญัติไว้ ดังนี้ โจทก์จึงหามีสิทธินำข้อกำหนดข้อ ๙ แห่งสัญญาดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยได้ไม่เช่นกัน ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้คดีในเหตุนี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยและพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000922.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546